ขอเล่าหน่อย..เกือบตายเพราะออกกำลังกายเยอะ...
😪"หลับใน"ชนท้ายรถสิบล้อ🚚🚗💥....ก่อนออกมาทำธุระออกกำลังกายวิ่ง10กม.ต่อด้วยเวท1.30ชม.อาบน้ำแล้วรู้สึกผ่อนคลายความเหนื่อย..แต่มันล้าลึก..ไม่หาว ไม่ง่วง ไม่สะลึสะลือแต่ภาพตัด..😪ไม่บาดเจ็บ รถพังนิดหน่อย
ทำธุระเสร็จไปรพ.ต่อเลย..เล่าทุกอย่างรวมถึงพฤติกรรมและ routine ให้หมอฟัง.
👨⚕️🩺หมอวินิจฉัยว่าเกิดจากร่างกายอ่อน ล้าสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ มีภาวะตึงเครียด จากกิจกรรมที่ไม่สัมพันธ์กับการพักผ่อนสมองจึงสั่งให้ Shut down...เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่หมอวินิจฉัยแล้วเชื่อว่าตลอดเวลา6ปีกับการมีroutine ที่ไม่สัมพันธ์กับการพักผ่อนเรียกอีกอย่างว่า..
🤕“Overtraining” (โอเวอร์เทรนนิ่ง) คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับการฝึกหรือออกกำลังกายมากเกินไป โดยไม่มีเวลาพักฟื้นที่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกาย อ่อนล้าเกินระดับปกติ และสมรรถภาพการออกกำลังกายลดลงแทนที่จะดีขึ้น
🗨️พูดง่าย ๆ คือ “ออกกำลังกายหนักเกินไปจนร่างกายไม่ทันฟื้นตัว” นั่นเอง 💪😣...
🔍 สาเหตุหลักของ Overtraining
🏃♀️🏋️♀️ออกกำลังกายหนักเกินไป (เช่น ฝึกทุกวันโดยไม่พักเลย)
พักผ่อนไม่พอหรือนอนไม่หลับ✅
🍝รับประทานอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต✅
🥺มีความเครียดสะสมทั้งทางร่างกายและจิตใจ✅
🏃♀️🏋️♀️ไม่เปลี่ยนรูปแบบการฝึก (ร่างกายถูกกดดันซ้ำจุดเดิม)✅
⚠️ อาการของ Overtraining
😮💨เหนื่อยง่าย ไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม
😣ปวดกล้ามเนื้อนานกว่าปกติ
😵แรงตก หรือยกน้ำหนักได้น้อยลง
😫อัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติ (ทั้งขณะพักและออกกำลัง)
นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
🤬หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือไม่มีแรงจูงใจ
🤒ภูมิคุ้มกันลด — ป่วยบ่อย เป็นหวัดง่าย
👩🎤ในผู้หญิงอาจมีรอบเดือนผิดปกติ
💡 วิธีป้องกันและแก้ไข
🛌จัดตารางพักให้ร่างกายฟื้นตัว เช่น พัก 1–2 วันต่อสัปดาห์
💡สังเกตสัญญาณร่างกาย ถ้าอ่อนเพลียมาก ควรลดความหนักหรือพัก
🍜กินอาหารครบ โดยเฉพาะโปรตีนหลังออกกำลังกาย🥛
😪นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7–8 ชั่วโมง
🧘♀️🏋️♀️🏃♀️สลับการฝึก เช่น วันหนึ่งเล่นกล้าม วันต่อไปคาร์ดิโอ หรือทำโยคะ/ยืดกล้ามเนื้อ
🏥 เราเข้ารับการรักษาตัวกับจิตแพทย์นาน3ปี ช่วง1ปีแรกที่รักษายังออกกำลังกายอยู่แต่แอบหยุดยาเอง กลับมามีอากสรอีกครั้ง..คือเกือบวูบหลับขณะขับรถคนเดียวตอนกลับบ้านต่างจังหวัด.. 2ปีหลังเปลี่ยนหมอและทำการรักษาจริงจังตัวยาพาซึมด้วยเลยหยุดออกกำลังกายไปเลยเพื่อ Focus การนอนเป็นหลัก
🚫ตอนนี้ถอนยามาครบ1ปีเต็ม..💊อาการหลับยากยังคงมี...แต่ก็เริ่มกลับมาออกกำลังกายบ้าง..🏃♀️
🌿ทางสายกลางคือทางที่ยั่งยืน..,
☑️เลือก Focus การพักผ่อนอันดับ1️⃣
🗨️..สำหรับเราเมื่อเกิดขึ้นแล้วถือว่าคุ้มที่ได้เรียนรู้ แต่ก็เสี่ยงและอันตรายเกินไป.. เเละเมื่อเป็นต้องใช้เวลารักษานานกว่าจะเอาตัวกลับมาในจุดเดิมได้ พอกลับมาได้ก็ไม่เหมือนเดิม..
เพื่อนคนไหนมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ให้รีบปรับพฤติกรรมเลยนะคะ...หรือปรึกษาแพทย์ อย่าหักโหมโดยไม่ฟังเสียงร่างกายตัวเอง..
#40บวกไม่สะดวกแก่ #40บวกชอบรีวิว #ขอเล่าหน่อย#รีวิวสุขภาพกับlemon8
หลายคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออาจไม่เคยรู้ว่าการฝึกหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักฟื้นที่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะ "Overtraining" หรือโอเวอร์เทรนนิ่ง ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรงได้ ภาวะโอเวอร์เทรนนิ่งนี้เกิดจากการที่ร่างกายถูกกดดันด้วยการออกกำลังกายอย่างหนักและต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงเวลาพักฟื้น โดยเฉพาะถ้าไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกหรือไม่ใส่ใจกับการพักผ่อน เช่น การวิ่ง 10 กิโลเมตรตามด้วยเวทเทรนนิ่งนานกว่าหนึ่งชั่วโมง อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอ่อนล้าสะสมและสมรรถภาพลดลงแทนที่จะดีขึ้น อาการเด่นของโอเวอร์เทรนนิ่งที่ควรระวังมีทั้งเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ปวดกล้ามเนื้อนานผิดปกติ อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นทั้งตอนพักและออกกำลังกาย นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท มีอารมณ์หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือขาดแรงจูงใจ รวมถึงภูมิคุ้มกันลดลงทำให้ป่วยบ่อย นอกจากนี้ผู้หญิงอาจพบว่ารอบเดือนมีความผิดปกติด้วย สิ่งสำคัญคือการฟังเสียงร่างกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเพียงพอ เช่น การจัดเวลาพักระหว่างสัปดาห์อย่างน้อย 1-2 วัน เติมสารอาหารครบถ้วนโดยเฉพาะโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต รวมถึงนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน นอกจากนี้การสลับรูปแบบการออกกำลังกาย เช่น เล่นกล้ามในวันหนึ่งและคาร์ดิโอหรือโยคะในวันถัดไป จะช่วยลดภาระกับกล้ามเนื้อและระบบต่างๆ ของร่างกายได้ ประสบการณ์ของผู้เขียนที่เกือบวูบขณะขับรถยนต์เนื่องจากร่างกายหลับใน จากภาวะโอเวอร์เทรนนิ่ง ช่วยเตือนใจว่าแม้การออกกำลังกายเป็นสิ่งดี แต่หากไม่จัดสรรเวลาพักอย่างเหมาะสมก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ สุดท้ายการดูแลสุขภาพจิตร่วมกับสุขภาพร่างกายก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะความเครียดสะสมก็เป็นปัจจัยหนึ่งของโอเวอร์เทรนนิ่ง ถ้าเครียดมากจนส่งผลต่อการนอนหลับและร่างกาย ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่เหมาะสม การรู้จักความพอดีและให้ความสำคัญกับ "ทางสายกลาง" จะทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ยั่งยืนและปลอดภัยมากขึ้น










โชคดีที่ไม่เป็นอะไรนะคะ ขอบคุณที่แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ค่ะ