Automatically translated.View original post

Both fragrant and hygroscopic.

9/29 Edited to

... Read moreช่วงหน้าฝนหรือบ้านที่อับ ๆ ฉันมีปัญหาเสื้อผ้ามีกลิ่นอับกับตู้เสื้อผ้าชื้นง่าย เลยไปลอง “ที่ดูดความชื้น Mr.DIY” แบบแขวนที่เป็นแนวถุงหอมดูดความชื้น (ในแพ็กเกจจะเน้นว่าทั้งหอม ทั้งดูดความชื้น และใช้ได้ทั่วทั้งบ้าน) ความตั้งใจคืออยากได้ทั้งลดความชื้น + ช่วยให้ตู้หอมขึ้นในตัวเดียว วิธีที่ฉันใช้คือแกะซองแล้วแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าบริเวณที่อากาศนิ่งที่สุด เช่นมุมตู้ด้านในหรือใกล้เสื้อผ้าที่หนา ๆ (แจ็กเก็ต/ฮู้ดดี้) เพราะพวกนี้อมความชื้นง่ายมาก แล้วปิดตู้ตามปกติ หลัง “1 คืนผ่านไป” จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงตรงส่วนล่างของถุงที่เป็นช่องรองรับน้ำ—มักจะเริ่มมีหยดน้ำ/น้ำขังเล็กน้อย (ปริมาณขึ้นกับความชื้นห้องและขนาดถุง) อันนี้เป็นสัญญาณว่าเม็ดดูดความชื้นด้านบนเริ่มทำงานจริง ไม่ได้เป็นแค่ถุงหอมเฉย ๆ เรื่องกลิ่น: ตัวที่เป็น “แบบหอม” จะช่วยกลบกลิ่นอับในตู้ได้พอสมควร โดยเฉพาะตู้ที่ปิดนาน ๆ แต่ถ้าใครแพ้น้ำหอมหรือไม่ชอบกลิ่นแรง แนะนำให้แขวนห่างจากเสื้อที่ใส่ใกล้หน้า/ผ้าพันคอ และลองเริ่มจาก 1 ถุงก่อน ไม่ต้องแขวนหลายถุงพร้อมกัน แขวนตรงไหนดีให้คุ้ม: - ตู้เสื้อผ้า: แขวน 1 ถุงต่อ 1 ช่องตู้ หรือเพิ่มถ้าตู้ใหญ่/แน่นมาก - ตู้รองเท้า: ช่วยลดกลิ่นอับได้ดี แต่ควรเว้นระยะไม่ให้โดนน้ำรองรับล้ม - ห้องน้ำแห้ง/มุมซักผ้า: ใช้ได้ถ้าเป็นมุมอับที่ไม่โดนน้ำสาดโดยตรง - ห้องนอน/ห้องเก็บของ: แขวนใกล้ผนังด้านนอกหรือมุมอับที่อากาศไม่ค่อยไหลเวียน ข้อควรระวังที่ฉันเจอ: 1) อย่าให้ถุงเอียงหรือถูกกดทับ เพราะส่วนล่างจะมีน้ำสะสม ถ้าล้มมีโอกาสหกเลอะได้ 2) อย่าวาง/แขวนใกล้มือเด็กหรือสัตว์เลี้ยง (มีเม็ดดูดความชื้นด้านบน) 3) ถ้าตู้ชื้นมาก แนะนำเสริมด้วยการเปิดตู้ระบายอากาศเป็นช่วง ๆ หรือใช้พัดลม/เครื่องลดความชื้นร่วมกัน จะเห็นผลไวขึ้น สรุปแบบบ้าน ๆ: ถ้าใครกำลังหา “ที่ดูดความชื้น Mr.DIY” สำหรับตู้เสื้อผ้า อยากได้ตัวที่ช่วยเรื่องกลิ่นด้วย แบบถุงหอมดูดความชื้นถือว่าเริ่มต้นง่าย แขวนแล้วจบ เหมาะกับมุมอับในบ้านหลายจุด แต่ควรเลือกจำนวนให้พอดีกับขนาดตู้ และระวังเรื่องการแขวนให้ตรงเพื่อไม่ให้น้ำหก