自動翻訳されています。元の投稿を表示する

シラミ 😱

#過去の物語を語る

「シラミ」はどうやって私たちの頭についたのですか。。。

✨約40年前に戻りました。

私たちのような子供たちには、電話もゲームも遊ぶものも何もありませんでした。

タイヤに飛び乗って、物を売って、紙の人形を着せてください。

サイクリング。一日中走ったり、隠れたり、こっそり歩き回ったり。

生活は普通のようです。。。 この「シラミ」なしで。

私は4年生から始めました。

それから6年生まで私と一緒にいました。

かゆい頭は普通になるまでかゆく、シラミにつつくようにかきむしる。

私の母は努力しました。ずっと治療してください。

プール、ポーション、櫛、シラミ、シラミはこれをすべて身につけていますが、治ることはありませんでした

体育の先生は私を「シラミ」と呼びました。

私がシラミの子供たちに見る短い言葉は、彼らが自分自身を考え、時々思い出すときに使われます。

なぜ消えなかったのか理解できませんでした。

まで。。。 🤔

私が1年生にならなければならなかった日、誰もが健康診断を受け、私は怖かった。

私は再び車椅子に乗ることを恐れていましたが、実際に確認したところ、シラミはいなく、頭から消えていました。

私と一緒にいた「シラミ」はいなくなり、混乱し、集中力がなくなり、とても面白いです。。。

それが治ったことを知って育つことは、私たちがより良く治るからではなく、むしろそうであるためかもしれません。。。 私たちはもう同じサイクルではありません。

私の子供時代の悪い経験は、今でも忘れられません。

#過去の物語 #過去を思い出す #過去の物語を語る

4/8 に編集しました

... もっと見るจากประสบการณ์ส่วนตัวกับปัญหาเหาที่เคยมีในวัยเด็ก เหาเป็นปัญหาที่หลายคนอาจจะเคยเจอและรู้สึกอายหรือไม่สบายใจ รวมทั้งการถูกล้อเลียนจากเพื่อน ๆ และคนรอบข้าง ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจและสุขภาพจิตของเด็กในช่วงเวลานั้น ถ้าตัดภาพกลับไปในยุคก่อนที่เทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลดูแลสุขภาพยังไม่ทันสมัย เหาเป็นสิ่งที่เรียกว่ามีโอกาสแพร่กระจายได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น หวี หมวก หมอน หรือแม้แต่การสัมผัสใกล้ชิดกันระหว่างเล่น ทำให้เป็นการยากที่จะควบคุมไม่ให้เหากลับมาอีก วิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมในตอนนั้น เช่น การใช้ยาสระผมหรือทายากำจัดเหา ใช้หวีเสนียดเพื่อหวีเอาเหาและไข่ออก แต่ก็ไม่สามารถรับประกันการหายขาดได้ถ้าไม่ได้รับการดูแลความสะอาดอย่างต่อเนื่องหรือถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่มีเหาอยู่ สิ่งที่ช่วยให้เหาหายไป คือการหลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดเหา เช่น การไปโรงเรียนที่เปลี่ยนไป หรือการอยู่ในกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่มีเหา ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม" ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยลดปัญหาเหาได้อย่างมาก จากประสบการณ์ตรงนี้ ผมอยากแนะนำให้ผู้ปกครองและเด็ก ๆ หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของศีรษะและเส้นผมอย่างต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น และถ้าพบว่าเด็กมีเหาควรรีบรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมทั้งปลูกฝังความเข้าใจในเรื่องสุขอนามัยเพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาที่เรื้อรัง นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจให้กับเพื่อนรอบข้างไม่ล้อเลียนหรือทำร้ายนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผลกระทบทางจิตใจจากคำล้อเลียนอาจส่งผลเสียต่อตัวเด็กมากกว่าอาการเหาเสียอีก สุดท้ายนี้ ประสบการณ์นี้เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเราในการดูแลตัวเองและเข้าใจว่าบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเองเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพแวดล้อมและความรู้รอบตัวด้วย