นายกฯ อนุทิน ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ขอคืนอำนาจให้ประชาชน
วันนี้ (11 ธค 2568)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ ”
โดย นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไป แล้ว ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณียุบสภาจะต ้องจัดการเลือกตั้งภายใน 45 ถึง 60 วัน
หากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุด วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
.
การยุบสภาเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่สำคัญซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเมืองและประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ทูลเกล้าฯ เพื่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของรัฐสภาในการเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การยุบสภาจะต้องดำเนินการตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งระบุว่าให้นำไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ภายใน 45 ถึง 60 วันหลังจากการประกาศพระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อคืนอำนาจสู่มือประชาชน และทำให้เสียงของประชาชนมีความสำคัญต่อทิศทางการบริหารประเทศอย่างแท้จริง จากข้อมูลล่าสุด หากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรถูกประกาศในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568 การเลือกตั้งใหม่จะต้องเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่งขั้นตอนนี้จะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและผู้สมัครได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การยุบสภาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน และสะท้อนถึงการดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งเพื่อกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการปกครองตนเอง นอกเหนือจากโอกาสในการเลือกตั้งใหม่ ยังเป็นช่วงเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องทบทวนนโยบายและแผนงานของตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน ในขณะที่ประชาชนก็จะมีบทบาทสำคัญในการติดตามการทำงานของผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยรวมแล้ว การยุบสภาและการเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่นับเป็นกระบวนการที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย และเพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงออกถึงเจตจำนงและความต้องการอย่างแท้จริงในเวทีการเมือง


