“ปิยะรัฐชย์” รมช.กษ. ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร พบปะเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ ย้ำ เกษตรกรยุคใหม่ต้องทันสมัยในการทำการเกษตร

.

(25 ก.ค.69) นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ณ สหกรณ์ชาวไร่อ้อยขาณุวรลักษบุรี จำกัด ตำบลแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษบุรี ติดตามผลการดำเนินงาน จากคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกสหกรณ์ฯ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคการเกษตรว่า เกษตรกรต้องมีการยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีการใช้ข้อมูล Big Data ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อวางแผนการผลิตให้แม่นยำ ลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้ด้วยการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยคำนึงถึงความสอดรับกับ กติกาการค้าโลกสีเขียวและมาตรฐานสากล เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระบบการเกษตรสากล นอกจากนี้ เกษตรกรยุคใหม่ ยังต้องมีการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ผ่านการ Reskill และ Upskill เสริมการรวมกลุ่มสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และยกระดับผู้ประกอบการเกษตร ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

สำหรับ สหกรณ์ชาวไร่อ้อยขาณุวรลักษบุรี จำกัด ได้รับจดทะเบียนสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 มีสมาชิกแรกตั้ง จำนวน 126 คน เริ่มดำเนินกิจการสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นมา ปัจจุบัน มีสมาชิก 4,751 คน คณะกรรมการดำเนินการ 15 คน ผู้ตรวจสอบกิจการ 2 คน ที่ปรึกษา 5 คน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ 5 คน พนักงานสหกรณ์ 3 คน ลูกจ้างสหกรณ์ 3 คน และในปีบัญชี ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 มีปริมาณธุรกิจรวม กว่า 43 ล้านบาท

.

#ปิยะรัฐชย์ #รมชกษ #รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กำแพงเพชร

7/30 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ชาวไร่อ้อยขาณุวรลักษบุรีในจังหวัดกำแพงเพชรครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการยืนยันแนวทางการพัฒนาเกษตรกรให้ทันสมัยผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการใช้ Big Data และ AI ในการวางแผนการผลิตที่แม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ในกระบวนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว จากประสบการณ์ของเกษตรกรรายหนึ่งที่ได้เข้าร่วมกลุ่มสหกรณ์นี้ เล่าว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ตนเองสามารถตรวจสอบข้อมูลดิน ฟ้า อากาศและความปลอดภัยของแปลงอ้อยได้ดีขึ้น รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนเทคนิคและวิธีการเก็บเกี่ยวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ผลผลิตดีขึ้นและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การรวมกลุ่มในสหกรณ์ยังช่วยเสริมอำนาจการต่อรองในตลาดสินค้าเกษตร และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดแปรรูปสินค้าที่มีมูลค่าสูงยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ที่เน้นให้เกษตรกรมีศักยภาพสูงขึ้นทั้งด้านความรู้และการบริหารจัดการ สิ่งที่น่าสนใจคือการพัฒนา Reskill และ Upskill คนในพื้นที่ โดยมีการจัดอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้เกษตรกรยุคใหม่เข้าใจและสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและตอบโจทย์ตลาดเกษตรสากลที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการค้าแบบสีเขียว ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและการบริหารจัดการของคณะกรรมการสหกรณ์ พร้อมทั้งการมีสมาชิกที่เข้มแข็งกว่า 4,700 คนและการเติบโตของธุรกิจที่มากกว่า 43 ล้านบาทในรอบปีบัญชีล่าสุด นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาภาคเกษตรที่ผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับการรวมกลุ่มของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน