EP.19 ทำไมเราจึงเสนอแนวทางการออกแบบ 2 แนวทาง

การแก้งานดีไซน์แบบไม่รู้จบจนเสียเวลาและงบประมาณ มักเกิดจากการมีผู้ตัดสินใจหลายฝ่าย ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ฝีมือของนักออกแบบ แต่อยู่ที่การนำเสนอตัวเลือกที่ผิดวิธี เพราะการเสนอแบบเดียวมักถูกสั่งแก้จนหลุดแผน หรือการเสนอถึง 3 แบบก็มักสร้างความสับสนมากกว่าช่วยให้งานเดินหน้า

EP นี้ SUFFIX ชวนลดความซับซ้อนด้วยกลยุทธ์การเสนอ Design Direction เพียง 2 แนวทาง คือแบบ Standard และแบบที่สร้างความแตกต่าง พร้อมอธิบายวิธีการตีกรอบการตัดสินใจให้อยู่ภายใต้ Brand Bible เพื่อลดเวลาในห้องประชุม และช่วยให้ทีมนำงานไปพัฒนาต่อยอดได้เป็นระบบมากขึ้นในทางปฏิบัติ

คุณสามารถอ่านวิธีคิดอื่นๆได้ที่ https://suffix.works/th/thoughts

4/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่เคยทำงานออกแบบร่วมกับหลายทีม ผมพบว่าการเสนอแนวทางออกแบบแค่ 2 แบบนั้นช่วยลดความซับซ้อนและความขัดแย้งในการตัดสินใจได้มากจริงๆ การที่เรามีตัวเลือกมากเกินไป เช่น 3 แบบขึ้นไป บางครั้งทำให้ผู้ร่วมตัดสินใจเกิดความสับสน ไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหน เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสีย และความคิดเห็นผู้ร่วมประชุมก็ไปในทิศทางต่าง ๆ กัน ผมจึงเห็นด้วยกับแนวคิดการเสนอแค่แบบ Standard ที่คงความเป็นแบรนด์เดิม และแบบที่สร้างความแตกต่าง เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบที่ชัดเจนและตัดสินใจง่ายขึ้น นอกจากนี้ การใช้ Brand Bible หรือแนวทางแบรนด์เป็นกรอบ ช่วยให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันและป้องกันการแก้ไขงานที่ไม่จำเป็นไปในทิศทางนอกกรอบงานหลัก ซึ่งช่วยลดเวลาการประชุมและแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมยังเคยลองนำแนวทางนี้มาใช้ในโปรเจกต์ออกแบบเว็บไซต์และแบรนด์ และพบว่าวิธีนี้ช่วยทำงานให้เร็วขึ้นและลดความเครียดของทีมออกแบบได้อย่างชัดเจน เพราะทุกคนล้วนเข้าใจกรอบและจุดประสงค์ของงานมากขึ้น ทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อยอดได้ดีในระยะยาว สำหรับใครที่อยากลองใช้วิธีนี้ แนะนำให้ทำความเข้าใจ Brand Bible ให้ชัดเจน ตั้งแต่การกำหนดค่านิยม สี รูปแบบตัวอักษร และทิศทางภาพรวมของแบรนด์ เพื่อใช้นำทางในการออกแบบและเลือกแนวทางที่เหมาะสมทีละ 2 แบบนี้ครับ หวังว่าเคล็ดลับนี้จะช่วยให้การนำเสนองานดีไซน์ของทุกคนง่ายขึ้น และประหยัดเวลาในกระบวนการแก้ไขงานจริงๆครับ!