✅26 xxx a week and seven days worth?😍
🚫 7-day earnings summary.
104 jobs.
Total revenue 26,732 baht
Income from running the event 22,060 baht
Income from Incentives 4,672 baht
(Tax withholding 3%: 4,672 × 3% = 141 baht)
Real income 26,591 baht
🚫 deducted expenses.
Fill 200 Baht
Gas fill 5,625 baht
Rental fee 750 * 7 = 5,250 Baht
Lease Loan Grab 230 × 7 = 1,610 Baht
Daily Eating Fee 500 * 7 = 3,500 Baht
Total cost 15,985 baht
🚩 income of 10,606 baht
✅ Advantage of the Grab Career
1. Time freedom
2. Income depends on diligence - the more diligent, the more
3. Get money fast - have daily income
4. Create Supplemental Income - Fits people who already have regular jobs but want to earn more.
5. Meet new people - tourists, workers or even people who become friends / connections.
❌ The downside of Grab's career.
1. Easy deterioration of health - sit for a long time, risk back pain, waist pain, excretory system is not normal.
2. Incomes are uncertain - depending on the number of passengers, driving time and economic conditions.
3. High car depreciation - easy to wear car, sold per fast fall price
4. Road risk - accident
5. No welfare like permanent employees - no social security, bonuses or fixed holidays
# Drive, grab # Supplementary income after work # Revenue, expenditure # Talk about money # Auxiliary career
ถ้าใครกำลังเสิร์ชแนว ๆ “แกร็บ…รายได้เท่าไหร่/คุ้มไหม” เราว่าจุดที่ต้องดูไม่ใช่แค่ “ยอดรวมในแอป” แต่คือ “เงินเหลือจริงหลังหักทุกอย่าง” เพราะบางสัปดาห์ยอดสวยมาก แต่พอรวมแก๊ส/น้ำมัน ค่าเช่ารถ ค่างวด และค่ากินอยู่แล้ว เหลือไม่เท่าที่คิด จากประสบการณ์ทำตารางรายรับรายจ่ายเอง สิ่งที่ช่วยให้ประเมินความคุ้มได้ชัดขึ้นมี 5 เรื่องนี้ 1) แยก 2 ก้อนรายได้ให้ชัด: วิ่งงาน vs อินเซนทีฟ อินเซนทีฟเป็นตัวแปรสำคัญ บางสัปดาห์ได้เยอะทำให้ยอดพุ่ง แต่ก็มีโอกาสแกว่ง แนะนำจดว่าได้อินเซนทีฟจากอะไร (ทำครบจำนวนงาน, ช่วงเวลาเร่งด่วน ฯลฯ) เพื่อวางแผนสัปดาห์ถัดไปได้ 2) คิด “ต้นทุนต่อวัน” ก่อนออกวิ่ง ถ้าคุณมีต้นทุนประจำ เช่น ค่าเช่ารถ/ค่างวด/ค่าสินเชื่อ ให้เฉลี่ยเป็นรายวันก่อน เช่น ค่าเช่ารถ 750 บาท/วัน บวกค่างวด/ค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ แล้วตั้งเป้าว่าวันนี้ต้องทำยอดขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน 3) เช็กต้นทุนพลังงานให้เหมาะกับสไตล์งาน (แก๊ส/น้ำมัน) คนขับที่วิ่งเยอะ ๆ จะเห็นชัดว่า “ค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส” คือก้อนใหญ่ ลองจดเลขไมล์กับค่าเติมทุกครั้ง 1-2 สัปดาห์ จะรู้ทันทีว่าต้นทุนต่อกิโลเมตรประมาณเท่าไหร่ แล้วค่อยตัดสินใจว่าควรเน้นงานระยะสั้นถี่ ๆ หรือระยะไกลมากขึ้น 4) อย่าลืมค่าเสื่อมและค่าซ่อม (หลายคนไม่ค่อยนับ) แม้บางสัปดาห์จะยังไม่ต้องซ่อม แต่ยาง เบรก น้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก ค่าล้างรถ หรืออุปกรณ์อย่างที่ยึดมือถือ สายชาร์จ สะสมเรื่อย ๆ เราแนะนำกันเงิน “ค่าซ่อมบำรุง” แบบง่าย ๆ เช่น 5–10% ของรายได้วิ่งงาน เพื่อไม่ให้เดือนไหนเจอซ่อมแล้วช็อก 5) จัดตารางพักให้ไหวจริง เพราะ Non-Stop 7 วันเหนื่อยมาก ขับยาว ๆ เสี่ยงปวดหลัง ง่วง และอุบัติเหตุ ลองกำหนดช่วงพักประจำ (เช่น ทุก 2–3 ชั่วโมง) เตรียมน้ำ/ของกินเบา ๆ จะช่วยลด “ค่ากินรายวัน” ที่เผลอจ่ายเพิ่มจากความล้า และทำให้ขับได้ปลอดภัยกว่า สุดท้าย ถ้าถามว่า “คุ้มไหม” ให้ดู 2 ตัวเลขคู่กัน: รายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายจริง) และชั่วโมงที่ใช้ทั้งหมดใน 7 วัน ถ้าเอาเงินสุทธิไปหารชั่วโมงแล้วได้ค่าแรงต่อชั่วโมงที่คุณพอใจ + สุขภาพยังไหว แบบนี้ถึงเรียกว่าคุ้มสำหรับเรา



