ทำความรู้จักสีชอล์ก (Pastel)
ทำความรู้จักสีชอล์ก (Pastel) 🎨
ซึ่งมีประวัติยาวนานหลายร้อยปี
🏛️ ยุคเริ่มต้น (ศตวรรษที่ 15–16)
จุดกำเนิดของสีชอล์กมาจาก ยุคเรอเนซองส์ในยุโรป (ประมาณ ค.ศ. 1400–1600)
ศิลปินยุคแรกใช้ ผงสีแร่ธรรมชาติ ผสมกับ กาวหรือชอล์กบด เพื่อสร้างแท่งสีที่สามารถเขียนได้บนกระดาษ มีหลักฐานว่า Leonardo da Vinci และ Michelangelo เคยใช้วัสดุคล้ายชอล์กในการร่างภาพ ในช่วงปลายยุคนี้ สีชอล์กเริ่มถูกเรียกว่า “pastello” ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า “pastel” ในปัจจุบัน
🎨 ยุคทองของพาสเทล (ศตวรรษที่ 17–18)
เป็นช่วงที่ ศิลปินฝรั่งเศสและอิตาลี เริ่มนิยมใช้ pastel อย่างแพร่หลาย ใช้ทั้งในงาน ภาพเหมือน (portrait) และ ภาพบุคคลขุนนาง ศิลปินผู้บุกเบิกและสร้างชื่อเสียงให้ pastel ได้แก่ Rosalba Carriera (อิตาลี) ใช้ pastel วาดภาพเหมือนบุคคลสำคัญในราชสำนักยุโรป
Maurice Quentin de La Tour (ฝรั่งเศส) วาดภาพเหมือนกษัตริย์และขุนนางด้วยความนุ่มนวลของสี
ในยุคนี้ pastel กลายเป็น “สัญลักษณ์ของความหรูหรา” และนิยมในวงชั้นสูงมาก
🖌️ ยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ (ศตวรรษที่ 19)
ศิลปินรุ่นใหม่ เช่น Edgar Degas, Mary Cassatt, Édouard Manet หันมาใช้ pastel เพราะสามารถจับ “แสง” และ “อารมณ์” ได้ดีกว่าสีอื่น
Degas ถือเป็น “ราชาแห่ง pastel” เพราะใช้เทคนิคซับซ้อน เช่น การลงซ้ำหลายชั้น การเกลี่ยแห้ง และการใช้ fixative ระหว่างชั้นสี pastel ในยุคนี้ถูกยกระดับเป็น ศิลปะชั้นสูง (Fine Art) อย่างแท้จริง
🧳 ศตวรรษที่ 20 – ปัจจุบัน
ศิลปินอย่าง Henri de Toulouse-Lautrec, Odilon Redon, และ Pablo Picasso ก็ใช้ pastel สร้างผลงานอันโด่งดัง Pablo Picasso ถึงขั้นร่วมออกแบบชุดสีออยล์พาสเทล (Oil Pastel) กับบริษัท Sennelier ในปี ค.ศ. 1949 ปัจจุบัน pastel กลายเป็นสื่อที่ศิลปินทั่วโลกนิยม ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น มีพัฒนาการทั้งในด้าน สูตรสี, เนื้อสัมผัส, และ เทคโนโลยีการผลิต ให้ปลอดสารพิษและคงทนต่อแสงมากขึ้น
ชื่อ “Pastel” จึงมาจากคำฝรั่งเศส pastello แปลว่า “แป้งบด” สีชอล์กที่ดีจะ “ไม่มันวาว” เพราะเน้นให้เห็นเนื้อสีธรรมชาติของเม็ดสีมากที่สุด
ส่วนประกอบหลักของสีชอล์ก (Pastel) มี 3 องค์ประกอบ
1. เม็ดสี (Pigment) คือ หัวใจหลัก ของสีชอล์ก
เป็นผงสีที่ได้จากแร่ธาตุ ธรรมชาติ หรือสารสังเคราะห์
เม็ดสีคือสิ ่งที่กำหนดว่าแท่งนั้น “สีอะไร” และ“เข้ม–อ่อนแค่ไหน” ยิ่งใช้เม็ดสีคุณภาพดี สีจะยิ่งสดและทนแสง (ไม่ซีดเมื่อเวลาผ่านไป) เช่น เม็ดสีธรรมชาติ:
เหล็กออกไซด์ → สีแดง–น้ำตาล
โคบอลต์ → สีฟ้า
คาร์บอน → สีดำ
ไทเทเนียมไดออกไซด์ → สีขาว
2. สารยึดเกาะ (Binder) เป็นตัว “จับ” เม็ดสีให้เกาะกันเป็นแท่งใช้ในปริมาณน้อยมาก (เพราะอยากให้แท่งมีเนื้อสีเข้มข้น) ชนิดของสารยึดเกาะจะแตกต่างกันในแต่ละประเภทของชอล์ก เช่น
- Soft Pastel กาวอาระบิก (gum arabic) หรือ เมทิลเซลลูโลส คุณสมบัติเนื้อนุ่ม เกลี่ยง่าย
- Hard Pastel กาวมากกว่าแบบนุ่ม คุณสมบัติ แข็งกว่า เหมาะสำหรับวาดเส้น
- Oil Pastel มีน้ำมัน (เช่น mineral oil หรือ wax)
คุณสมบัติเนื้อมัน ลื่น ไม่ต้องใช้ fixative
3. สารเติมแต่ง (Filler) เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (chalk), ดินขาว (kaolin) ใช้เพื่อลดความเข้มของเม็ดสีหรือปรับความแข็งของแท่ง มีผลต่อ “ผิวสัมผัส” ของชอล์ก เช่น นุ่มหรือฝืด
สีชอล์ก (Pastel) มีหลากหลายรูปแบบ สีชอล์กน้ำมัน สีชอล์กแบบแข็ง สีชอล์กแบบนุ่ม และสีชอล์กแบบแท่งดินสอ แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันไป
1. Soft Pastel (ซอฟต์พาสเทล / สีชอล์กนุ่ม)
คุณสมบัติ: เนื้อสีละเอียดมาก ให้สีสด จัดจ้าน เกลี่ยง่าย ผสมเฉดได้ดี
ข้อดี: ให้ผิวสัมผัสนุ่ม ใช้สร้างแสงเงาและการไล่สีได้ยอดเยี่ยม
ข้อเสีย: เปื้อนง่าย ต้องใช้สเปรย์ฟิกซ์ (Fixative) เคลือบหลังวาด
เหมาะกับ: งานศิลปะที่ต้องการความนุ่มนวล เช่น ดอกไม้ ทิวทัศน์ ภาพเหมือน
🖍 ยี่ห้อแนะนำ:
Rembrandt (ระดับโปร สีเนียนละเอียดมาก)
Sennelier (เนื้อเนียน สีแน่นสุด ราคาสูง)
Schmincke (พรีเมียมสุดๆ สีสดมาก ราคาสูง)
Gondola (ญี่ปุ่น คุณภาพดี)
Mungyo Gallery (เกาหลี คุณภาพดี ราคาคุ้ม)
2. Hard Pastel (ฮาร์ดพาสเทล / สีชอล์กแข็ง)
คุณสมบัติ: แข็งกว่า soft pastel สีอ่อนกว่าเล็กน้อย เก็บรายละเอียดได้ดี
ข้อดี: เหมาะสำหรับร่างภาพ วาดเส้น และลงโครงก่อนใช้ soft pastel
ข้อเสีย: สีไม่เข้มเท่าแบบนุ่ม
เหมาะกับ: การสเก็ตช์และลงเส้น
🖍 ยี่ห้อแนะนำ:
Conte à Paris
Faber-Castell Polychromos Pastel Sticks
Mungyo Hard Pastel
3. Oil Pastel (ออยล์พาสเทล / สีชอล์กน้ำมัน)
คุณสมบัติ: เนื้อคล้ายสีเทียน แต่มีความเข้มข้นของเม็ดสีสูงกว่า
ข้อดี: สีสด ไม่ต้องใช้สเปรย์เคลือบ ผสมสีได้โดยใช้มือหรือเกรียง
ข้อเสีย: ละเอียดน้อยกว่า soft pastel, เกลี่ยยากกว่าเล็กน้อย
เหมาะกับ: ภาพแนวหนา มีเท็กซ์เจอร์ หรือแนวอิมเพรสชั่นนิสม์
🖍 ยี่ห้อแนะนำ:
Sennelier Oil Pastel (ศิลปินระดับโลกใช้ เช่น Picasso)
Caran d’Ache Neopastel (เนื้อเนียน ควบคุมง่าย)
Pentel (ราคาประหยัด ใช้ฝึกมือได้ดี)
Mungyo Gallery Artists’ Oil Pastel
4. Pastel Pencil (พาสเทลดินสอ)
คุณสมบัติ: เนื้อเดียวกับ soft pastel แต่หุ้มด้วยไม้
ข้อดี: เขียนง่าย ไม่เปื้อนมือ เหมาะกับเก็บรายละเอียด เช่น เส้นผม ดวงตา
ข้อเสีย: สีไม่สดเท่าแบบแท่ง และไม่เหมาะกับการปาดกว้าง
เหมาะกับ: งานละเอียดและผสมกับ soft pastel
🖍 ยี่ห้อแนะนำ:
Conte à Paris
Stabilo CarbOthello
Faber-Castell Pitt Pastel Pencil
กระดาษสำหรับสีชอล์ก มีให้เลือกซื้อหลากหลายยี่ห้อ เช่น Canson Mi-Teintes, Fabriano Tiziano, Sennelier, Rembrandt, Renaissance, Seikai, Prisma Favini ซึ่งมีคุณสมบัติ ความคงทน และราคาแตกต่างกัน ส่วนตัวชอบใช้ของ Canson Mi-Teintes มากที่สุด เพราะมีหลายเฉดสีให้เลือกใช้ พื้นผิวมี 2 ด้าน เกลี่ยสีได้ง่าย ทับสีหลายๆ ชั้น คงทนสีไม่ซีดจาง นอกจากเลือกกระดาษที่เหมาะสมแล้วเรื่องคุณภาพสีชอล์กก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก รวมถึงเทคนิคการวาดภาพในรูปแบบต่างๆ ด้วย
กระดาษ Canson Mi-Teintes คือกระดา ษสีสำหรับงานศิลปะที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติเด่นคือเป็นกระดาษเนื้อดี มีความทนทาน และมีพื้นผิวสองด้านที่แตกต่างกัน เพื่อรองรับเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลาย
เนื้อกระดาษคุณภาพสูง: ผลิตจากเยื่อกระดาษย้อมสีในเนื้อ มีส่วนผสมของฝ้ายมากกว่า 50% ทำให้กระดาษมีความแข็งแรงและให้สัมผัสที่ดี นอกจากนี้ยังได้รับการเคลือบผิวด้วยเจลาตินเพื่อช่วยให้สีติดทนนานยิ่งขึ้น
พื้นผิวสองด้าน: ด้านหนึ่งมีลักษณะคล้ายรังผึ้งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกระดาษ Mi-Teintes และอีกด้านมีพื้นผิวละเอียดกว่า ศิลปินสามารถเลือกใช้พื้นผิวที่เหมาะสมกับเทคนิคที่ต้องการได้
สีสันหลากหลาย: มีสีให้เลือกมากกว่า 50 เฉดสี ซึ่งเป็นโทนสีที่ทนต่อแสง ทำให้สีของภาพไม่ซีดจางเมื่อเวลาผ่านไป
ปราศจากกรด: ได้รับมาตรฐาน ISO 9706 ที่รับรองว่ากระดาษปราศจากกรดและสารเพิ่มความสว่าง ทำให้ผลงานศิลปะคงสภาพได้นาน
เทคนิคที่เหมาะกับกระดาษ Mi-Teintes ด้วยคุณสมบัติของกระดาษที่มีพื้นผิวและเนื้อกระดาษที่แข็งแรง ทำให้สามารถรองรับเทคนิคได้หลากหลาย ทั้งงานภาพแห้งและงานภาพเปียกแบบไม่ชุ่มน้ำมาก
สีชอล์กพาสเทล: พื้นผิวแบบรังผึ้งช่วยให้เม็ดสีเกาะติดกระดาษได้ดี เหมาะสำหรับงานสีชอล์กหรือสีพาสเทล
ดินสอและสีไม้: สามารถใช้ได้ทั้งสองด้านของกระดาษ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของเส้นที่แตกต่างกัน
ชาร์โคล: เนื้อกระดาษที่มีความขรุขระช่วยให้ชาร์โคลติดแน่นได้ดี
สีน้ำและสี gouache: สามารถใช้กับสีน้ำหรือสี gouache ได้ แต่ควรระวังไม่ให้เปียกจนเกินไป
กระดาษ Canson Mi-Teintes: มีจำหน่ายทั้งแบบแผ่นและแบบสมุดในขนาดต่างๆ เช่น 160 แกรม, ขนาด 24x32 ซม. และ 55x75 ซ ม.
กระดาษ Canson Mi-Teintes Touch: เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่มีพื้นผิวคล้ายกำมะหยี่ ออกแบบมาสำหรับงานสีOil Pastel โดยเฉพาะ ช่วยให้สีเกาะติดได้ดีขึ้น
กระดาษ Fabriano ที่เหมาะสมสำหรับสีชอล์กคือ Fabriano Tiziano มีคุณสมบัติเด่นที่เหมาะกับงานเทคนิคแห้ง เช่น สีชอล์ก, สีไม้ และพาสเทล
เหมาะสำหรับ: งานแห้งเกือบทุกชนิด ได้แก่ สีชอล์ก สีพาสเทล สีไม้ ถ่าน และดินสอสี
เนื้อกระดาษ: เป็นกระดาษคุณภาพดี มีส่วนผสมของฝ้ายเล็กน้อย ทำให้กระดาษมีผิวสัมผัสแบบลูกฟูกเล็กน้อย ช่วยให้เม็ดสีของสีชอล์กติดได้ดี
มีคุณสมบัติ Acid Free: ช่วยป้องกันกระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ผลงานอยู่ได้นาน
สีของกระดาษ: มีให้เลือกหลายสี เพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการของงาน
ความหนา: 160 แกรม
ขนาด: มีหลายขนาด เช่น 50x65 ซม.
กระดาษสำหรับสีชอล์กของ Seikai ที่เป็นที่นิยมคือกระดาษรุ่น SEIKAI Sanded Pastel Paper ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะที่เหมาะกับการใช้งานกับสีชอล์กพาสเทลโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีกระดาษวาดสีชอล์กในรูปแบบเล่มสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปด้วย เป็นกระดาษเกรดอาร์ตติสที่มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับศิลปินที่ต้องการกระดาษที่สามารถรองรับเนื้อสีชอล์กได้ดีเยี่ยม มีความหนาถึง 460 แกรม มีพื้นผิวที่ขรุขระเป็นเม็ดทราย ทำให้สามารถเกาะเนื้อสีชอล์กได้ดีเยี่ยม ช่วยให้ลงสีได้หลายชั้นและเก็บรายละเอียดได้ดี
เป็นกระดาษไร้กรด (Acid Free) จึงไม่ทำให้กระดาษเหลืองเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เก็บผลงานได้ยาวนาน
มี 2 สีให้เลือกคือ Light Grey และ Medium Grey
ขนาด: มีขนาด 35.5 x 55 ซม. เหมาะสำหรับการวาดภาพสีชอล์ก, สีชาร์โคล และงานสเก็ตช์
กระดาษพริสม่า (Prisma) เป็นกระดาษวาดเขียนสีคุณภาพดีจากประเทศอิตาลี ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเรียนศิลปะและนักออกแบบ ผลิตจากเยื่อกระดาษชั้นดีที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC® ซึ่งมาจากป่าไม้ที่ได้รับการจัดการอย่างเคร่งครัด มีพื้นผิวหยาบเล็กน้อย เหมาะสำหรับการระบายสีชอล์ก สีดินสอสี หรือสีไม้ มีความหนาหลายระดับ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 220 แกรม สีของกระดาษมีความสดใสและติดทนนาน ไม่ซีดจางเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อกระดาษด้านในและด้านนอกเป็นเนื้อสีเดียวกัน มีให้เลือกหลากหลายเฉดสี
การนำไปใช้งาน เหมาะสำหรับวาดรูป ระบายสีด้วยดินสอสีและสีชอล์ก
กระดาษที่เหมาะสำหรับสีชอล์กน้ำมัน
กระดาษ 100 ปอนด์: เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเพราะหาซื้อง่าย มีความหนาพอเหมาะ และราคาไม่สูงนัก เนื้อกระดาษมีความขรุขระเล็กน้อยช่วยให้สีติดได้ดี
กระดาษสำหรับสีพาสเทล (Pastel Paper): มีให้เลือกหลากหลายสีและผิวสัมผัส ช่วยให้สามารถเล่นกับโทนสีและเทคนิคการระบายได้มากขึ้น
Mungyo Professional Pastel Paper Pad: กระดาษสำหรับงานสีพาสเทลโดยเฉพาะ มีความหนา 160 แกรม เหมาะสำหรับทั้งสีชอล์กน้ำมันและสีชอล์กฝุ่น
Strathmore 400 Series Pastel Pad: มีพื้นผิวที่นุ่มนวลและสีสันหลากหลาย เหมาะสำหรับสีพาสเทล และยังใช้กับสีชอล์กน้ำมันได้ดี กระดาษที่มีเนื้อสัมผัส (Textured Paper) ที่มีพื้นผิวขรุขระจะช่วยให้สีชอล์กน้ำมันยึดเกาะได้ดี และเหมาะสำหรับการสร้างรายละเอียดของภาพ
Sennelier Oil Pastel Pad กระดาษคุณภาพพรีเมียมที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับสีชอล์กน้ำมัน มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้สีติดทน ไม่ซึมทะลุ และป้องกันสีเลอะได้
Canson Mi-Teintes Touch กระดาษคุณภาพสูงที่ออกแบบมาสำหรับสีพาสเทลโดยเฉพาะ มีผิวสัมผัสคล้ายกระดาษทรายขนาดเล็ก ทำให้สีชอล์กน้ำมันติดได้ดี และสามาร ถระบายซ้อนทับกันได้หลายชั้น
Renaissance Paper: เป็นที่รู้จักดีในวงการศิลปะ คุณภาพดี และใช้ได้กับสีชอล์กน้ำมันได้ดี
เนื้อหาเยอะหน่อย... ขอบคุณที่อ่านจนจบ 😊





























