เพิ่มเติม
☕️"ไกล่เกลี่ยกู้อีโก้
เกม ‘ซ่อมหน้า’ รักษาอำนาจ และพิฆาตแบบตายทั้งเป็น”
.
ไทม์ไลน์ 5 วันอันตราย (14-18 เมษายน 2569) ที่ชายแดนใต้ คือบทละครการเมืองฉากใหญ่ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้พลเรือนอย่างที่หลายคนคิด
.
แต่มันคือยุทธการ “ไกล่เกลี่ยกู้อีโก้” ที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ยอมลงไปรับบทกาวใจชั้นดี เพื่อประคองให้ “แม่ทัพยูร” พล.ท. นรธิป โพยนอก (ตท.26) และโครงสร้า งอำนาจทหารสายอีสานข้ามห้วยยังคงหายใจต่อได้ในพื้นที่จนกว่าจะเกษียณราชการ
.
อาการ ‘พัง’ ทางคดี : เมื่อจำเลยใช้ความเกรี้ยวกราดกลบเกลื่อนประเด็น
.
ชนวนเหตุเริ่มจาก พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ที่ใช้นิติวิทยาศาสตร์สืบจนเจอว่าคนของกองทัพใช้รถกองทัพไปลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แทนที่แม่ทัพยูรจะน้อมรับเพื่อสะสาง
.
กลับแสดงอาการ “ฟาดงวงฟาดงา” แขวะแซะพาลลามปามไปถึงตัวบุคคล (ทวี สอดส่อง) ว่ารับหลายตำแหน่งแต่ดับไฟใต้ไม่ได้
.
ในทางจิตวิทยาและประสบการณ์หน้าบัลลังก์ อาการฉุนเฉียวด้อยค่าฝ่ายโจทก์เช่นนี้ คือสัญญาณชัดเจนของ “จำเลยที่จำนนด้วยหลักฐาน” จึงต้องรีบสร้างประเด็นใหม่มากลบเกลื่อนเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เน่าเฟะ
.
พฤติกรรมกราดเกรี้ยวแบบ “พังทางคดี” เช่นนี้ หากเป็นการสู ้ความต่อหน้าศาล 'แบบตรงไปตรงมา' มักจบลงที่ความหายนะของจำเลย
.
เพราะนอกจากจะไม่รอดชีวิตในทางคดีแล้ว ยังมักถูกพิพากษาลงโทษหนักกว่าเดิมเพราะขาดความสำนึก ไม่ควรได้รับความเมตตา
.
แม้จะเล่นบท 'ป่วย' หรือ 'ขาดยา' ในภายหลัง ถ้าความตรงไปตรงมามันทำงานจริง "ก็ไม่รอด"
.
พังต่อด้วยวาทะปิดไมค์สุดอหังการ์ที่ว่า “ถ้าผมทำนะ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก”
.
ก่อนจะโยนระเบิดลูกใหญ่ เบี่ยงประเด็นให้ออกไปไกลตัว ใส่ “โรงเรียนปอเนาะ” เรียกร้อง สธ ให้ตรวจเข้มการสอนภาษายาวี มีภาษาไทยควบคู่ไหม?
.
จนมุสลิมระเบิดอารมณ์เรียกร้องให้ย้ายออกนอกพื้นที่ทันที
.
จุดนี้เองที่ “แยม” ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ก้าวออกมาโหนกระแสจนถูกไอโอถล่มว่าเป็นแนวร่วม BRN
.
ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะประวัติของแยมมักโน้มเอียงไปทางปกป้องสิทธิมนุษยชนให้ต่างด้าวอย่างอุยกูร์และโรฮิงญามาแต่ไหนแต่ไร
.
พฤติกรรมที่เน้นสู้เพื่อชีวิตคนนอกแผ่นดินทำให้ไอโอฉวยโอกาสปั่นกระแสป้ายสีเธอได้ง่ายดาย
.
ห้องลับยะลา : เกมไกล่เกลี่ยเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจ
.
เมื่อสถานการณ์เดือดจนทหารคุมไม่อยู่ อนุทิน จึงต้องลงมาสวมบท “ผู้คุมเกม” ที่สนามบินบ้านทอน
.
ภาพนายกฯ ประกาศปลด C10, C11 คือการแสดงงิ้วทางการเมืองให้ชาวบ้านดู
.
แต่เบื้องหลังคือการปิดห้องคุยกับ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ ส.ส.กมลศักดิ์ ที่บ้านพักในยะลา เพื่อรับมอบหลักฐานสายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงผู้มีอำนาจในกองทัพกับคนร้าย
.
การปิดห้องคุยครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเช็กบิลทหาร
.
แต่เป็นการรับทราบต้นทุนเพื่อนำไปต่อรองไกล่เกลี่ยให้ มทภ.4 ยังอยู่ในพื้นที่ต่อได้โดยไม่เสียหน้าจนเกินไป
.
เป็นการประนีประนอมเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจให้เพื่อนข้าราชการด้วยกัน
.
ความ ‘ลักลั่น’ ของอาวุโส และตั๋วข้ามห้วย
.
ทำไมนายกฯ ต้องอุ้ม? คำตอบอยู่ในความลักลั่นของระบบทหาร
.
เดิมทีตำแหน่งนี้ถูกวางไว้ให้คนพื้นที่อย่าง “รองอ้วน” พล.ท. วรเดช เดชรักษา (ตท.27) แต่เกิดการข้ามหัวเมื่อ “บิ๊กปู” พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ (ผบ.ทบ. ตท.26) ส่งเพื่อนร่วมรุ่นอย่างแม่ทัพยูรจากอีสานมาเสียบแทน
.
แล้วเตะ ตท.27 ไปปราบยาเสพติดพื้นที่อื่น อ้างอาวุโสน้อยกว่า ทั้งที่ไม่เคยคลุกคลีพื้นที่เท่า
.
การที่นายกฯ ลงไปประคอง มทภ.4 ให้ขอโทษเรื่องโรงเรียน แต่ปล่อยผ่านไม่ให้ขอโทษเรื่องลอบยิง ส.ส. คือการรักษาอำนาจให้กลุ่ม ตท.26 และเตรียมทางให้ “รองคิ้ว” พล.ต. ชาคริต อุจะรัตน (ตท.28) รับไม้ต่อ เพื่อไม่ให้สายใต้เดิม (ตท 27) มีโอกาสคัมแบ็ก
.
รอดตำแหน่ง... แต่ตายทั้งเป็น**
.
“ไกล่เกลี่ยกู้อีโก้” ครั้งนี้จึงเป็นการกลบเกลื่อนเพื่อรักษาโครงสร้างทหารบนคราบน้ำตาพลเรือน
.
แม่ทัพยูรอาจไม่ต้องถูกย้ายนอกฤดู ได้อยู่ต่อจนเกษียณ ได้ขึ้นเป็นพลเอกตามสายงาน
.
แต่ในทางสังคม นี่คือการ “ตายทั้งเป็น”
.
เพราะต้องอยู่อย่างผู้แพ้ที่ยอมก้มหัวขอโทษประชาชนตามคำสั่งนายกฯ และ รมว กลาโหม ถูกลดอำนาจการนำ และถูกจดจำในฐานะจำเลยที่ปากพาจน จนทำลายศรัทธากองทัพป่นปี้
.
รอดทางตำแหน่ง แต่พังพินาศทางบารมีอย่างกู่ไม่กลับ!
ขมในรส หอมในสาระ
















