5/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ติดตามข่าวสารและประวัติศาสตร์การเมืองไทย พบว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านศาสนาในยุคของคณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) หลังรัฐประหารปี 2549นั้น เป็นการตอบสนองต่อความต้องการลดความตึงเครียดและอคติระหว่างศาสนาในสังคมไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตัวแทนจาก 5 ศาสนาหลักในประเทศไทย ได้แก่ ศาสนาอิสลาม (7 คน), พุทธ (2 คน), คริสต์ (1 คน), ซิกข์ (1 คน) และพราหมณ์-ฮินดู (1 คน) ทำให้มีการแสดงออกถึงความหลากหลายและการยอมรับในเรื่องของศาสนาอย่างเปิดกว้าง ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลทหารในเวลานั้นที่จะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทุกกลุ่ม นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการและผู้บัญชาการทหารบกคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม ยังช่วยให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มผู้นำมีความหลากหลายมากขึ้น และสนับสนุนการเป็นผู้นำที่ใส่ใจความต่างทางศาสนาอย่างจริงจัง ในแง่มุมของการบริหารราชการ การโอนกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น กรมการปกครอง พรบ.ฮัจย์ปี 2559 จากกระทรวงวัฒนธรรมไปยังกรมการปกครอง และการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบริหารจัดการกิจกรรมทางศาสนาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง รู้สึกว่าการดำเนินนโยบายเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางศาสนา เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบสุขและลดความขัดแย้งในสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของศาสนาในฐานะเครื่องมือรักษาความสามัคคีและความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในชาติได้อย่างเต็มที่