6/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากการรัฐประหารปี 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาศาสนาได้รับความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมานฉันท์ทางสังคมและลดความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มศาสนาต่าง ๆ การมีตัวแทนจากศาสนาหลักทั้ง 5 ได้แก่ อิสลาม พุทธ คริสต์ ซิกซ์ และพราหมณ์-ฮินดู ได้ช่วยสร้างความหลากหลายที่สะท้อนวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศไทยอย่างแท้จริง ในฐานะที่เคยติดตามพัฒนาการของคณะกรรมการชุดนี้ ผมพบว่าการมีตัวแทนจากแต่ละศาสนาหลักไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเท่าเทียมกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละศาสนาได้แสดงบทบาทและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน รัฐบาลทหารในยุคนั้นมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเคารพสิทธิและเสรีภาพของทุกศาสนา พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคม ผมยังได้เห็นว่าการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีหลังรัฐประหาร และมีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 เพื่อรับรองว่าการบริหารประเทศจะดำเนินไปโดยคำนึงถึงความหลากหลายศาสนาอย่างจริงจัง การมีสัดส่วนตัวแทนที่เหมาะสมจากแต่ละศาสนาอย่างครบถ้วน สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้นำในการสร้างความสมานฉันท์ภายในสังคมไทย สิ่งที่น่าสนใจมากอีกอย่างคือบทบาทของพล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในยุคนั้น ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามคนแรก ของประเทศ ทำให้การตั้งคณะกรรมการนี้มีความหมายทางประวัติศาสตร์ และเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จของการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาในระดับผู้นำประเทศ จากประสบการณ์ของผม ผมเห็นว่าการทำงานของคณะกรรมการนี้ช่วยลดความแตกแยกและสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นระหว่างชุมชนศาสนาในไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาอย่างประเทศไทย