วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ พร้อมด้วย นายสมชาย แสวงการ นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายคมสัน โพธิ์คง เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอให้ตรวจสอบและดำเนินการกรณีนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยม ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ
นายชาญชัย ระบุในหนังสือร้องเรียน ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ส่วนใหญ่เป็นนโยบายประชานิยมที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีแนวโน้มก่อให้เกิดภาระทางการคลังในระยะยาว ทั้งในรูปของรายจ่ายประจำ รายได้ภาษีที่ลดลง และการขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง
โดยหนังสือร้องเรียนระบุถึงผลกระทบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ประการแรก ผลกระทบต่อรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายด้านสวัสดิการ เช่น การอุดหนุนค่าไฟฟ้า ค่าโดยสารสาธารณะ การดูแลผู้สูงอายุ และเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ซึ่งล้วนเป็นรายจ่ายประจำที่ต้องใช้งบประมาณต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันรายจ่ายประจำมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว หากยังเดินหน้านโยบายดังกล่าวอาจกระทบต่อวินัยการเงินการคลังในระยะยาว
ประการที่สอง ผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ เนื่องจากนโยบายประชานิยมจำนวนมากอาศัยการลดหรือยกเว้นภาษี ทำให้ฐานรายได้ภาษีของประเทศแคบลง ไม่เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง ทั้งที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคต แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใดชี้แจงแหล่งที่มาของเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายและประการที่สาม ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการดำเนินนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณหลายปีติดต่อกัน โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2570 จะอยู่ที่ร้อยละ 69.36 เหลือเพดานการกู้เงินอีกไม่ถึงร้อยละ 1
นอกจากนี้ หนังสือร้องเรียนยังระบุว่า หลายนโยบายใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เช่น นโยบายพักหนี้ ลดหนี้ แจกเงิน และประกันรายได้เกษตรกร ซึ่ง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 มียอดหนี้คงค้างกว่า 1.13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30.21 ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย ใกล้ชนเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 32
นายชาญชัย และคณะ ยังอ้างถึงกรณีการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้จริงตามที่หาเสียงไว้ และก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดคณะรัฐมนตรีนายเศรษฐาและคณะ ตามมาตรา 157 และอยู่ในขั้นไต่สวนมูลฟ้อง
ผู้ร้องเรียนจึงขอให้ กกต.ดำเนินการตามกฎหมาย ดังนี้
1. มีพรรคใดที่รายงานนโยบายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามประกาศแนบท้าย ข้อ 4 ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
2. มีพรรคใดส่งนโยบายมาไม่สมบูรณ์ และต้องสั่งให้แก้ให้ถูกต้อง หรือสั่งระงับ
3. มีพรรคการเมืองใดที่โฆษณานโยบายประชานิยมหาเสียงไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารนำส่งตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายท้ายหนังสือ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และคณะ ในฐานะประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอให้กรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมาย และไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ผู้ร้องเรียนจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป…..หญิงแบ่งปันความสุข💕 #ying111wipz @suwaphattranimchan #กกต #157 #ชาญชัยอิสระเสนารักษ์ #สมชายแสวงการ
จากประสบการณ์และการติดตามสถานการณ์การเมืองในไทย นโยบายประชานิยมที่แต่ละพรรคการเมืองโปรโมตมักสร้างความหวังและดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาคือเมื่อเหล่านโยบายเหล่านี้ถูกนำมาปฏิบัติจริง กลับทำให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณและการเงินการคลังประเทศในระยะยาว ผู้ร้องเรียนได้ชี้ให้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนในหลายมิติ เช่น การที่รัฐบาลต้องจ่ายรายจ่ายประจำที่สูงขึ้นโดยเฉพาะเงินสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายถาวรที่อาจทำให้งบประมาณประจำปีถูกรัดตัวอย่างหนัก นอกจากนี้การลดหรือยกเว้นภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายประชานิยมก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากทำให้ฐานรายได้ของรัฐแคบลง ส่งผลกระทบต่อการวางแผนงบประมาณระยะปานกลางของประเทศ ที่สำคัญกว่านั้นคือผลกระทบต่อหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนใกล้เพดานทางกฎหมาย ซึ่งนับเป็นข้อจำกัดที่รัฐบาลต้องระมัดระวังให้ดี หากไม่ควบคุมอย่างเข้มงวด อาจทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยถูกสั่นคลอนในอนาคตอย่างรุนแรง สิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรพิจารณาคือการตรวจสอบให้แน่ใจว่านโยบายใดที่มีความเป็นไปได้ทางด้านงบประมาณและการเงิน ซึ่งต้องมีความโปร่งใสในแหล่งที่มาของงบประมาณและการใช้จ่าย การเรียกร้องให้ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดถือกฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศและประชาชนทุกคน ส่วนภาพที่เห็นในการร้องเรียนนั้นสะท้อนความไม่พอใจของผู้ร้องที่มุ่งหวังให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันนโยบายประชานิยมที่อาจเป็นภาระหนักต่อการเงินการคลังของรัฐและก่อให้เกิดหนี้สาธารณะที่ไม่ยั่งยืน โดยสรุป การเลือกตั้งและนโยบายประชานิยมต้องเดินควบคู่กับความรับผิดชอบและความโปร่งใส เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว คนไทยทุกคนควรมีความตระหนักถึงประเด็นนี้และติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดต่อไป