หรือจริงๆแล้วธรรมชาติกับมนุษย์คือสิ่งเดียวกัน

ช่วงนี้มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ เวลาเรามองสิ่งต่างๆที่มนุษย์ทำเรามักจะมองมันเป็นสิ่งที่แยกออกจากธรรมชาติ เช่น ถ้ามนุษย์สร้างเขื่อนเราจะบอกว่ามันเป็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ซึ่งจะต่างจากเขื่อนของบีเวอร์ซึ่งเป็นสิ่งสร้างตามธรรมชาติ หรือในเชิงวัฒนธรรมและสังคมเอง ค่านิยมบางแบบที่ไม่ดีก็อาจถูกแปะป้ายว่าผิดธรรมชาติได้ เช่นการมีความรักแบบที่ชาวตะวันตกเรียกว่า homosexuality ก็เคยถูกกล่าวหาว่าผิดธรรมชาติของมนุษย์เช่นกัน ซึ่งชุดความคิดแบบมองมนุษย์กับธรรมชาติแยกออกจากกันด้วยรากฐานแล้วมันก็เกิดจากการมองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เป็นสิ่งที่สูงส่งเหนือสัตว์และธรรมชาติอื่นๆ เช่นในวิธีคิดแบบจูโด-คริสเตียน ก็จะมองว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า (หรือมนุษย์เป็นภาพสะท้อนของพระเจ้า) หรือแม้แต่ในพุทธแบบไทย ก็จะมองว่ามนุษย์คือสัตว์ประเสริธ (ซึ่งถ้าไปถามหมีขั้วโลกมันอาจจะคิดว่าเราเป็นสัตว์นรกมากกว่า) โดยส่วนตัวแล้วถ้าตัดศาสนาออกไป การที่มนุษย์มองตัวเองเหนือกว่าธรรมชาติผู้เขียนคิดว่าเป็นสิ่งที่หลงตัวเองและอันตราย เพราะมนุษย์ตั้งแต่อดีตมาแล้วล้วนต้องพึ่งพิงสิ่งอื่นอยู่เสมอ มนุษย์ไม่ใช่แค่ร่างกายและวิญญาณ แต่ร่างกายของมนุษย์ก็มีความเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว หรือถ้าพูดตรงๆก็คือเราไม่สามารถอยู่ได้โดยขาดน้ำ และอากาศ หรือแม้แต่อาหารที่ได้จากสัตว์และพืช หรือแม้แต่ในตัวเราเองสิ่งที่ประกอบเป็นตัวเราก็คือธาตุเคมี โมเลกุลชีวภาพ และเราก็ยังมีแบคทีเรียนับไม่ถ้วนที่เราขาดมันไม่ได้ (ภายในลำไส้ บนผิว และอื่นๆ) และมุมมองการแยกตัวเองจากธรรมชาติก็ทำให้เรารักพวกมันน้อยลง เกิดเป็นการทำร้ายโลก การพยายามเปลี่ยนโลกในวิธีต่างๆซึ่งท้ายที่สุดมันก็กลับมาทำร้ายมนุษย์เอง (ถ้าแบบใกล้ตัว ถ้าเราตัดต้นไม้รอบบ้านเวลาแดดแรง บ้านก็จะร้อนขึ้น หรือถ้าตัดต้นไม้บนเขาก็เสี่ยงเกิดดินถล่มเป็นต้น) ผู้เขียนไม่เถียงว่าธรรมชาติโดยตัวมันเองอาจมีความโหดร้ายอยู่บ้าง และการที่มนุษย์เอาชนะมันได้ในเชิงปฎิบัติและขึ้นมาครองโลกเหนือสัตว์อื่นที่เราเคยกลัว ก็เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เอง (หรือจะบอกว่ามนุษย์สร้างธรรมชาติใหม่ในแบบของตัวเองก็ได้ในทางกลับกัน) แต่ในแง่หนึ่งผู้เขียนก็คืดว่าเราควรสร้างความผูกพันธ์กับมันไว้บ้างในฐานะสิ่งที่สร้างเรามา เคยมีบทพูดนึงที่ไอน์สไตน์เคยพูดไว้คือเขาเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ใช่พระเจ้าในฐานะตัวตน หรือตัวบุคคล แต่เป็นพระเจ้าในฐานะธรรมชาติ (ธรรมชาติคือผู้สร้างโดยตัวมันเอง และเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน) และท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เองก็เป็นสัตว์ แม้แต่ความเป็นสัตว์ในตัวมนุษย์เอง มนุษย์ด็ยังไม่สามารถควบคุมได้ เช่นเราก็ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองไม่ป่วยได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองไม่หิวได้ เพราะความหิวเป็นธรรมชาติของวิ่งมีชีวิตนั่นเอง ดังนั้นทั้งหมดนี้ผู้เขียนเพียงอยากชวนคิดว่าความคิดที่เราอยากเอาชนะธรรมชาติในทุกมิติ มันจะกลับมาทำร้ายเราได้หรือเปล่าในฐานะที่ธรรมชาติก็คือตัวเราดุจเดียวกัน

.

กลับมาที่ประเด็นสิ่งประดิษย์สร้างของมนุษย์ผู้เขียนก็เกิดคำถามในใจต่อมาว่าถ้ามนุษย์เป็นธรรมชาติ สิ่งที่มนุษย์สร้างจะเป็นธรรมชาติได้ไหม เช่นรถยนต์ เครื่องซักผ้าจะถือเป็นธรรมชาติ ได้รึเปล่า? เรื่องนี้อาจไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว แต่ผู้เขียนเองคิดว่าถ้ากฎของจักรวาลมันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงถึงกัน เหมือนน้ำที่เรากินวันนี้ครั้งนึงโมเลกุลของมันอาจล่องลอยอยู่บนอวกาศจนกระทั่งผ่านกาลเวลาหลายล้านมีมาเป็นน้ำในแก้วเรา ในแง่นี้น้ำที่เรากินคงมีอายุมากกว่าเราจนำมาอาจจะนับได้ แต่พอเรากินมัน มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา (อย่างน้อยกว่าจนกว่ากระบวนการทางชีวภาพของร่างกายจะขับมันออก) รถที่เราขับก็อาจจะถูกจักรวาลกำหนดมาแล้วให้มนุษย์สร้างขึ้นก็เป็นได้

2025/8/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าใจสิ่งแวดล้อมและการดำรงอยู่ของเราในโลกนี้ แม้ในอดีตมนุษย์มักถูกมองว่าเหนือกว่าธรรมชาติ ทั้งในด้านความคิดศาสนาและวัฒนธรรม ที่มองว่ามนุษย์เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง มนุษย์และธรรมชาติมีการเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งและแยกกันไม่ได้ ตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบทางเคมี โมเลกุลชีวภาพ และจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ภายในร่างกาย เช่น แบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศธรรมชาติที่มีปฏิสัมพันธ์ซับซ้อน การที่เรามองแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติจึงเป็นมุมมองที่ผิดเพี้ยนและอาจนำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ การแยกมนุษย์จากธรรมชาติยังกระทบต่อการรับรู้คุณค่าของธรรมชาติ เช่น การตัดต้นไม้รอบบ้านหรือบนภูเขาซึ่งนำไปสู่ปัญหาระบบนิเวศเสียหาย บ้านร้อนขึ้น หรือดินถล่ม การทำลายนี้ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์เองในรูปแบบต่าง ๆ เช่นภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปัญหาสุขภาพ ในเชิงปรัชญา แนวคิดของไอน์สไตน์ที่ว่า "พระเจ้า" คือธรรมชาติ หรือจักรวาลที่สร้างขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวตนใดตัวตนหนึ่ง ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราเห็นว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และทุกสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง สำหรับสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ เช่น รถยนต์หรือเครื่องซักผ้า แม้จะดูเหมือนเป็นของที่แยกจากธรรมชาติ แต่มองในมุมของจักรวาลและกฎของธรรมชาติแล้ว วัสดุและพลังงานที่นำมาสร้างสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากธรรมชาติและองค์ประกอบทางเคมีที่มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศ ดังนั้น สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็สามารถถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติในรูปแบบที่มนุษย์ขยายออกมา การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงสำคัญในการส่งเสริมความยั่งยืนและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลและความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นพื้นฐานของชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้