ทำไมคนในโลก social media ชอบสอนคนอื่น

2025/11/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมพฤติกรรมการชอบสอนหรือวิจารณ์ผู้อื่นในโลกโซเชียลมิเดียมีรากฐานลึกซึ้งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในยุคก่อนศตวรรษที่ 18 สังคมยังถูกปกครองด้วยระบบอำนาจแห่งกษัตริย์และอำนาจศักดินา ที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดผ่านการลงโทษต่อสาธารณะ เพื่อแสดงอำนาจของรัฐอย่างเปิดเผยและให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงความเข้มงวดของกฎหมาย ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า "อำนาจอธิปไตย" (sovereign power) เมื่อสังคมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและรัฐชาติที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐไม่สามารถลงโทษประชาชนทุกคนได้โดยตรงและต่อหน้าสาธารณะได้อีกต่อไป จึงเกิดระบบควบคุมล่วงหน้าแทนการลงโทษย้อนหลังผ่านการสร้างวินัยทางสังคม ผ่านสถาบันต่างๆ เช่น โรงเรียน ที่ครูกลายเป็นผู้คุมวินัยนักเรียน หรือโรงพยาบาลที่แพทย์เป็นผู้ดูแลการรักษาสุขภาพ สิ่งนี้ก่อให้เกิด "อำนาจแห่งวินัย" (disciplinary power) ที่สร้างกรอบและบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตาม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม อำนาจแห่งวินัยนี้ได้แทรกซึมลงไปในความคิดและพฤติกรรมของผู้คนหลายคนซึ่งทำให้แต่ละคนสามารถคิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีความรู้หรือวินัยสูงกว่าผู้อื่น จึงกล้าที่จะวิจารณ์หรือสอนผู้อื่นในเรื่องที่ตนเองเชื่อว่าถูกต้อง ตัวอย่างเช่น คนที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการรักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด อาจจะมองว่าคนอื่นที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตไม่เหมาะสมเป็นคนไม่มีวินัย หรือผู้ที่ถูกสอนให้ยึดถือวัฒนธรรมการทำอาหารแบบยุโรป อาจมองว่าอาหารบางประเภทในสังคมอื่นไม่ถูกต้องหรือไม่สะอาด ในยุคโลกโซเชียล ปุ่มโซเชียลมีเดีย เช่น ไลค์และดิสไลค์ รวมทั้งฟีเจอร์ต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจและความเห็นของผู้ใช้บนพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการตัดสินและวิจารณ์ซึ่งกันและกัน การแสดงออกเช่นนี้กลายเป็นเหมือนเวทีแห่งอำนาจวินัยที่ผู้คนสามารถพิพากษาพฤติกรรมและความคิดของผู้อื่นได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ในขณะเดียวกันคนที่โพสต์หรือแสดงความเห็นมักคิดว่าตนเองกำลังทำอะไรที่ถูกต้องและดีเพื่อสังคม ดังนั้นพฤติกรรมชอบสอนหรือสั่งสอนผู้อื่นบนโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่แค่ความตั้งใจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงกลไกทางสังคมและวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลที่อำนาจแห่งวินัยถูกฝังลึกในจิตใจ พร้อมกับความสามารถในการแสดงออกของเครื่องมือโซเชียลที่เปิดโอกาสให้ทุกคนกลายเป็นผู้พิพากษาความถูกผิดบนโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น