“ออม” วาระแห่งชาติ ลดหย่อนสูงสุด 8 แสนบาท
สรุปภาษีใหม่ ปี 2569 บัญชี TISA ออมยาว ลดหย่อนสูงสุด 8 แสนบาท!
.
ครม.เศรษฐกิจ อนุมัติมาตรการออม รับสังคมสูงวัย ลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท ผุดบัญชีออมยาว “TISA” ดีเดย์ปี 69 อัดฉีดสิทธิประโยชน์กลุ่มรายได้น้อย-ปานกลาง หักลดหย่อนเพิ่ม 1.3 เท่า สำหรับคนที่รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ส่วนรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทหักลดหย่อนเหลือ 0.7 เท่า หวังดึงเม็ดเงินเข้าตลาดทุนสร้างความมั่นคงระยะยาว
.
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้ชุดนโยบาย “Quick Big Win” ที่มีหลักการในการดำเนิน นโยบาย คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว ผ่านนโยบาย 5 เสาหลัก ได้แก่
.
1.กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ปัจจุบันใช้จ่ายเงินลงระบบเศรษฐกิจจากรัฐบาลและประชาชนแล้ว 70,000 ล้านบาท
.
2.มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน โดยดำเนินการผ่านมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทแบบเหมาจ่าย การลดค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569
.
3.มาตรการส่งเสริม SMEs โดยปล่อยกู้สินเชื่อต่ำและค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs วงเงินรวม 327,000 ล้าน บาท
.
4.เพิ่มเงินออมประชาชน มีมาตรการเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันที่ 8 ธ.ค.2568
.
5.การส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น มาตรการเร่งรัดการดึงดูดการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อปลดล็ อกการลงทุนในโครงการ Thailand Fast Pass กว่า 3 แสนล้านบาท
.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันที่ 8 ธ.ค.2568 พิจารณามาตรการส่งเสริมออมของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินรองรับสังคมสูงอายุ
.
“จะเพิ่มวงเงินลดหย่อนเป็น 800,000 บาท ไม่ต้องขอปีต่อปี และให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนเพิ่มขึ้น โดยออมได้ 1.3 เท่า ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่ 11.4 ล้านคน จะได้ประโยชย์จากส่วนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ และมีแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น มีเงินเข้าตลาดทุนมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว
.
.
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211187
.
มาตรการออมเงินผ่านบัญชี TISA (Thai Individual Savings Account) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 คือความพยายามสำคัญของรัฐบาลในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเก็บออมเงินระยะยาวและลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 800,000 บาทต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์เดิมที่ 500,000 บาท เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงอายุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเน้นสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเป็นหลัก ในรายละเอียดของมาตรการนี้ ประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถรับสิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 1.3 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสลดภาระภาษีมากขึ้น ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท จะได้รับสิทธิหักลดหย่อน 0.7 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้สิทธิลดหย่อนของกลุ่มรายได้สูงจะน้อยกว่า แต่ก็ยังได้รับผลประโยชน์ที่สูงกว่าที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้ได้รับสิทธินี้ ผู้ถือบัญชี TISA ต้องถือครองเงินลงทุนไว้อย่างน้อย 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อครั้งแรก และสามารถถอนหรือขายคืนเงินลงทุนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ การลงทุนที่เกินวงเงิน 800,000 บาท จะไม่ได้สิทธิลดหย่อนและต้องเสียภาษีกำไรตามปกติ ซึ่งกระบวนการดูแลและกำกับดูแลจะดำเนินการโดยสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อความโปร่งใสและความมั่นคงของบัญชี มาตรการออมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจชุด “Quick Big Win” ที่ประกอบด้วย 5 เสาหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและประชาชน เช่น นโยบายคนละครึ่งพลัส มาตรการลดค่าใช้จ่าย ผ่านสินเชื่อ SMEs และการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งนี้ นโยบายนี้ยังมุ่งหวังให้ประชาชนมีเงินออมมากขึ้นและมีเงินเข้าสู่ตลาดทุนเป็นการสร้างเสถียรภาพการเงินส่วนบุคคลและสร้างความมั่นคงในระยะยาว สำหรับใครที่กำลังวางแผนการเงินหรือสนใจลงทุนในบัญชี TISA จึงควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อวางแผนการออมเงินผสมผสานกับการลดหย่อนภาษีอย่างเหมาะสม และสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวให้สูงสุด เพื่อรองรับชีวิตในวัยเกษียณและสร้างฐานะการเงินที่มั่นคงต่อไปในอนาคต
