Clavicle. Boiled clavicle.
ช่วงนี้เห็นหลายคนค้นหา “น้ำปลาตราปลาซิว” เลยขอมาแชร์ประสบการณ์แบบบ้านๆ จากที่เราเอามากินคู่กับ “ปลาร้าปลาซิว” และ “น้ำปลาร้าต้มสุกโหน่ง” (แพ็กที่เจอคือ 2 กระปุก 140.-) เผื่อใครลังเลว่าจะคุ้มไหม และรสชาติจะเข้ากับเมนูไหนบ้าง อย่างแรกที่สังเกตได้เลยคือ “น้ำ” ค่อนข้างเยอะจริงตามที่หลายคนพูด เหมาะกับสายทำส้มตำ/ยำ เพราะตักง่าย คลุกง่าย ไม่ข้นจนจับตัวเป็นก้อน แต่ถ้าใครชอบปลาร้าเข้มๆ เนื้อแน่นๆ อาจต้องเพิ่มปลาร้าปลาซิวลงไปอีกนิดเพื่อให้ได้ความนัวแบบเต็มคำ สำหรับน้ำปลาตราปลาซิว เราใช้เป็นตัวช่วยปรุง “กลิ่นและความเค็ม” ให้บาลานซ์ขึ้น เวลาทำส้มตำปลาร้าต้มสุก เราจะใส่น้ำปลาร้าต้มสุกโหน่งก่อน แล้วค่อยเติมน้ำปลาตราปลาซิวทีละนิด เพราะบางวันวัตถุดิบอย่างมะละกอ/มะนาวเปรี้ยวไม่เท่ากัน ถ้าเทรวดเดียวมีโอกาสเค็มโดดได้ง่าย ทริคคือชิมก่อนทุกครั้ง แล้วค่อยเติมให้พอดี เมนูที่เราว่าคู่กันดี: - ส้มตำปูปลาร้า (ต้มสุก): ใช้น้ำปลาร้าต้มสุกโหน่งเป็นหลัก แล้วแต่งรสด้วยน้ำปลาตราปลาซิวให้หอมเค็มขึ้น - ยำมะม่วง/ยำขนมจีน: น้ำปลาร้าต้มสุกช่วยให้รสกลมกล่อม กินง่าย คนที่ไม่ชินปลาร้าดิบจะรับได้มากกว่า - ลวกจิ้ม/จิ้มผัก: ถ้าชอบน้ำจิ้มแซ่บๆ ให้ผสมน้ำปลาร้าต้มสุก + น้ำปลาตราปลาซิว + มะนาว + พริกป่น จะได้รสหอม นัว และไม่เลี่ยน เรื่องความปลอดภัย ถ้าใครซื้อมาแล้วอยาก “ต้มสุก” เพิ่มเอง เราแนะนำอุ่นไฟอ่อนให้เดือดปุดๆ สัก 3–5 นาที (อย่าไฟแรงมากเพราะกลิ่นจะฟุ้งและบางทีขมได้) แล้วพักให้คลายร้อนก่อนเก็บ จะช่วยให้หอมขึ้นและใช้งานง่ายขึ้นเวลาปรุง สรุปสำหรับคนที่กำลังหา “น้ำปลาตราปลาซิว” เพื่อเอาไปทำส้มตำ/ยำ: ถ้าชอบแนวปลาร้าต้มสุก กินง่าย กลิ่นไม่แรงจนเกินไป จับคู่กับปลาร้าปลาซิวและน้ำปลาร้าต้มสุกโหน่งถือว่าเวิร์ก โดยเฉพาะคนที่อยากได้แบบ “น้ำมาก” ตักคล่อง ปรุงไว แต่ถ้าชอบเข้มจัด แนะนำเพิ่มเนื้อปลาร้าปลาซิวหรือเคี่ยวให้งวดขึ้นนิดนึงตามสไตล์ที่ชอบ