เงินบำนาญของส.ส. ไม่ได้เรียกว่าเงินบำนาญ แต่เขาเรียกว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่รูปแบบการจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน เหมือนเงินบำนาญ
โดยส.ส.จ่ายเงินเข้ากองทุน เดือนละ 3,500 บาท ถ้าเป็นส.ส.ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะได้รับบำนาญตลอดชีพ เดือนละประมาณ 21,300 บาท และเงินบำนาญจะเพิ่ม ตามระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สูงสุดจะได้รับประมาณ 42,700 บาท
ถ้าใครเป็นสสไม่ถึง1ปี หากมีการยุ บสภาก่อน จะได้รับบำนาญ 4 เท่า ของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เช่น เป็นส.ส.10 เดือนแล้วยุบสภา จะได้รับประมาณ 40 เดือน โดยได้รับเดือนละ 21,300 บาท
นอกจากได้รับบำนาญแล้ว ยังมีสวัสดิการแถมเพิ่มอีก 4 สวัสดิการ
1.ค่ารักษาพยาบาล หรือใช้สิทธิ์ในการตรวจร่างกาย ปีละ 130,000 บาท
2.เบิกค่าการศึกษาบุตร 2คน อายุไม่เกิน 25 ปี
3.กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเพิ่มอีกเดือนละ 15,000 บาท
4.เสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลืออีก 200,000 บาท
นี่คือสิทธิประโยชน์ ที่มากเกินความจำเป็น และถือว่าเป็นการเบียดเบียน ภาษีของประชาชน มาดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามา แต่กลับต้องให้ประชาชนมาดูแล โดยเฉพาะเงินบำนาญ
หมายเหตุ กองทุนนี้ตั้งมา ตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 ถึงปี 2569 ใช้เงินภาษีของประชาชน มาดูแลสวัสดิการนักการเมืองแล้ว 3,821 ล้านบาท
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามเรื่องเงินบำนาญของ ส.ส. เห็นได้ชัดว่ารูปแบบเงินบำนาญของนักการเมืองนั้นไม่เหมือนกับระบบบำนาญของข้าราชการหรือลูกจ้างรัฐทั่วไป เพราะถูกเรียกว่าเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพซึ่งผู้รับต้องจ่ายสมทบเองเดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคต ตลอดชีพเริ่มต้นที่ราว 21,300 บาทต่อเดือน และสูงสุดอาจถึง 42,700 บาท จึงก่อให้เกิดคำถามว่าความคุ้มครองนี้ได้รับการแบ่งเบาภาระประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สภาถูกยุบก่อนครบวาระ แต่ ส.ส. ยังจะได้รับบำนาญในอัตรา 4 เท่าของระยะเวลาดำรงตำแหน่งเดิม ตัวอย่างคือ ส.ส. ทำงานได้แค่ 10 เดือน แต่ได้รับบำนาญรวมประมาณ 40 เดือน จึงมีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเสริม เช่น ค่ารักษาพยาบาลสูงสุดปีละ 130,000 บาท และการช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร 2 คน ซึ่งทำให้เห็นว่าการสนับสนุนนี้ครอบคลุมและลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคาดคิด จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมยังพบว่า กองทุนนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2557 และตั้งเป้าจะดำเนินการจนถึงปี 2569 โดยใช้เงินภาษีของประชาชนไปร่วม 3,821 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทั้งนี้การเปรียบเทียบเชิงประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่สังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรมีการทบทวนและพิจารณาระบบนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไปที่ต้องเสียภาษีและร่วมรับผิดชอบต่อประเทศด้วยเช่นกัน ดังนั้น นอกจากจะเข้าใจระบบเงินทุนเลี้ยงชีพ ส.ส. อย่างละเอียดแล้ว ยังต้องวางแนวทางแก้ไขเพื่อให้เป็นธรรมต่อทั้งนักการเมืองและประชาชนที่ต้องรับภาระภาษีอย่างแท้จริง








