วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร (กรุงเทพมหานคร)

ท่องเที่ยวไทย ไปกับเต้ง(สเตฟาน) ถ้าได้มาแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองบางกอกใหญ่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร อีกหนึ่งสถานที่ที่อยากแนะนำ ก็คือ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร สร้างขึ้นเมื่อสมัยราชกาลที่ 3 เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต ซึ่งชาวจีนเรียกขานท่านว่า ซำปอฮุดกง หรือซำปอกง

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของฝั่งธนบุรี ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมทีเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศบ้านและซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติมเพื่อสร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2368 แล้วน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า วัดกัลยาณมิตร ต่อมาพระองค์ทรงสร้างพระราชทานทั้งพระวิหารหลวงและพระประธานสำหรับพระวิหารหลวง คือ พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน และเรียกขานท่านว่าซำปอฮุดกง หรือซำปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก สูง 7 วา 2 ศอก 10 นิ้ว ตั้งอยู่ภายในพระวิหารขนาดใหญ่กลางวัด ตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและพระอุโบสถหน้าวิหารหลวงเป็นหอระฆังที่เพิ่งสร้างใหม่ และเก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ภายในพระอุโบสซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพระวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) โดยรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน ทั้งยังถือเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงพุทธประวัติและวิถีชีวิตชาวบ้านชาวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 มีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 4 อีกด้วย เปิดทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น.

วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ จึงทำให้บรรยากาศภายในวัดเย็นสบายและร่มรื่น เราสามารถนั่งเรือโดยใช้บริการเรือข้ามฟากที่ ท่าเรือปากคลองตลาด มายังท่าเรือของวัดกัลยาณมิตรได้เลย

เมื่อเข้ามาในวัดแล้ว จะมีที่ในเราจุดธูปเทียนบูชาไปตามลำดับตามความเชื่อ แล้วจึงเดินเข้าไปภายในพระวิหารหลวง เพื่อกราบสักการะ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่คนจีนนิยมเรียกตามแบบจีนว่า ซำปอกง องค์หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยองค์ใหญ่ สีทองอร่าม มีความงดงามอย่างยิ่ง

ในวิหารมีคนนิยมมาสวดมนต์และทำสมาธิ เพื่อสร้างความสงบให้กับจิตใจ เพราะฉะนั้นการไปไหว้สักการะ และเที่ยวชม เราจะต้องสงบเงียบ ไม่รบกวนผู้อื่นด้วย

จากนั้นเราไปเดินชมสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน มี พระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน ทำให้ที่นี่เป็น 1 ใน 2 วัด ของกรุงเทพฯ ที่มีพระประธานของพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ภายในพระอุโบสถ ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ และแสดงชีวิตชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 3 อีกด้วย

นอกจากนี้ บริเวณวัดยังมี หอมณเฑียรธรรมเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 4 และ หอระฆัง ที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งมีระฆังยักษ์ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน" สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2368 และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมืองอย่างเช่นวัดพนัญเชิงวรวิหาร

หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกชื่อแบบจีนว่า ซำปอฮุดกง หรือ ซำปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ เสด็จก่อพระฤกษ์เมื่อ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2380 อยู่ภายในพระวิหารขนาดใหญ่อยู่กลางวัด ตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและพระอุโบสถ

พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชทานเป็น 1 ใน 2 วัดของกรุงเทพมหานครที่มีพระประธานของพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ อีกแห่งคืออุโบสถวัดบางขุนเทียนใน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ และแสดงชีวิตชาวบ้านในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หน้าวิหารหลวงเป็นหอระฆังที่เพิ่งสร้างใหม่ เก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย

พระวิหารหลวง เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2380 โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นการสร้างทำตามแบบครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่นอกพระนครสำหรับให้ราษฎรได้สักการะบูชา พระวิหารหลวงจัดเป็นอาคารแบบไทยประเพณี โดยแบบไทยประเพณีคือส่วนหลังคาที่เป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง มีเครื่องลำยองประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้าบันเป็นไม้แกะสลักประดับกระจกรูปพรรณพฤกษา ส่วนที่พัฒนาแบบพระราชนิยมคือการใช้เสารับน้ำหนักหลังคาทรงเหลี่ยมทึบลบมุมขนาดใหญ่ ไม่ประดับบัวหัวเสา ไม่มีคันทวย มีเฉลียงรอบอาคาร นับเป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบื้องที่ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร มีการสร้างมุขลดทั้งด้านหน้าและหลังเพื่อให้อาคารมีสัดส่วนที่สวยงาม ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มแบบไทยประเพณี เป็นการผสมกันระหว่างซุ้มแบบบรรพแถลงและซุ้มปราสาทยอด บางครั้งเรียกว่า "ซุ้มยอดมงกุฎ" เป็นอีกหนึ่งรูปแบบศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

พระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปในพระวิหารหลวงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ (11.75 เมตร) สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว (15.45 เมตร) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จก่อพระฤกษ์ด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2380 เมื่อแรกสร้างคนทั่วไปเรีนกว่า พระโต หรือ หลวงพ่อโต ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายพระนาม "พระพุทธไตรรัตนนายก" แต่ชาวจีนเรียก ซำปอกง หรือ ซำปอฮุดกง เป็นที่เคารพบูชาของคนจีนอย่างมาก ลักษณะของพระพุทธไตรรัตนนายกเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ พระวรกายเพรียวบาง พระพักตร์ค่อนขข้างกลมกึ่งรูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง เส้นขอบเปลือกพระเนตรพระขนงป้ายเป็นแผ่น พระเนตรเปิดและมองตรง พระนาสิกค่อนข้างเล็กและโด่ง พระโอษฐ์เล็ก แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์โค้งเล็กน้อยเกือบเป็นเส้นตรง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่อยู่กึ่งกลางพระวรกาย ลักษณะการแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยเช่นนี้ทำให้สีพระพักตร์คล้ายกับหุ่นละคร หรือเรียกว่า "พระพักตร์อย่างหุ่น"

พระอุโบสถ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2378 โดยตั้งอยู่บริเวณที่เป็นบ้านเดิมของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ เป็นอาคารแบบพระราชนิยมไทยผสมจีน โครงสร้างอาคารใช้เสาสี่เหลี่ยมทึบไม่ย่อมุมรับน้ำหนักหลังคา มีเฉลียงรอบอาคาร การใช้เสาที่มีลักษณะสี่เหลี่ยมทึบที่มีขนาดใหญ่ทำให้สามารถรับน้ำหนักส่วนหลังคาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ไม่มีคันทวยและบัวหัวเสา หน้าบันเป็นงานก่ออิฐถือปูนไม่มีเครื่องลำยอง ซุ้มประตูหน้าต่างทำลวดลายเป็นลายอย่างเทศใบรูปแบบเดียวกัน พื้นกรอบประตูหน้าต่างประดับด้วยกระจกเกรียบสีน้ำเงินปั้นลวดลายอย่างเทศลงรักปิดทอง เป็นลายก้าน ใบ ออกช่อดอกอย่างศิลปกรรมตะวันตก หน้าบันกรอบซุ้มประตูเป็นกรอบวงกลมที่ตรงกลางประดับรูปดอกไม้พื้นประดับกระจกเกรียบสีแดง ซึ่งมีลักษณะลวดลายเหมือนกับกรอบรูปในศิลปะตะวันตก

หน้าบันพระอุโบสถเป็นหน้าบันแบบพระราชนิยมคือ เป็นหน้าบันก่ออิฐถือปูนไม่มีเครื่องลำยอง ลักษณะหน้าบันของพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรมีลักษณะคือ เหมือนจะทำเป็นหน้าบันแบบ 2 ชั้น แต่ภายในหน้าบันกลับประดับลวดลายต่อเนื่องไม่มีขอบแบ่งชั้นหน้าบันออกจากกัน วัดอื่นที่ทำหน้าบันแบบพระราชนิยมลักษณะเช่นนี้ เช่น วัดโปรดเกศเชษฐาราม วัดไพชยนต์พลเสพ สันนิษฐานว่าเป็นลักษณะหน้าบันของวัดแบบพระราชนิยมที่เจ้านายหรือขุนนางเป็นผู้สร้างและอุทิศถวายรัชกาลที่ 3 รายละเอียดของหน้าบันมีการแบ่งเป็นแถบของกรอบหน้าบันส่วนกรอบปิดพื้นด้วยกระเบื้องสีแดง ประดับด้วยกระเบื้องเป็นลายดอกไม้ ใบไม้ ส่วนของด้านในปิดพื้นด้วยกระเบื้องสีเหลืองอ่อน ผูกลวดลายเป็นลายก้านแยก ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบและกระเบื้องถ้วย ส่วนกลางของหน้าบันแทรกรูปนก 2 ตัวที่หันหน้าเข้าหากันแต่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สมมาตรกัน

พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ เป็น 1 ใน 2 วัดของกรุงเทพมหานครที่มีพระประธานของพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ อีกแห่งคือพระประธานในอุโบสถวัดบางขุนเทียนใน พระประธานในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรสร้างขึ้นโดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อด้วยสำริด มีความสูงตั้งแต่พระบาทถึงพระเกตุ 5.65 เมตร มีลักษณะห้อยพระบาทวางพระหัตถ์ไว้บนพระชานุ พระหัตถ์ขวาหงายขึ้นเพื่อรับของถวาย มีประติมากรรมช้างหมอบถวายน้ำและลิงถวายรวงผึ้งอยู่ด้านหน้า ลักษณะพระพุทธรูปเป็นแบบที่นิยมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ มีลักษณะพระพัตร์แบบอย่างหุ่น พระโอษฐ์เล็ก สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่อยู่กึ่งกลางพระวรกาย

ศาลาการเปรียญ บางตำราเรียกพระวิหารน้อย มีลักษณะอาคารและขนาดแบบเดียวกับพระอุโบสถทุกประการคือ เป็นอาคารแบบพระราชนิยมไทยผสมจีน โครงสร้างอาคารใช้เสาสี่เหลี่ยมทึบไม่ย่อมุมรับน้ำหนักหลังคา มีเฉลียงรอบอาคาร การใช้เสาที่มีลักษณะสี่เหลี่ยมทึบที่มีขนาดใหญ่ทำให้สามารถรับน้ำหนักส่วนหลังคาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ไม่มีคันทวยและบัวหัวเสา หน้าบันเป็นงานก่ออิฐถือปูนไม่มีเครื่องลำยอง จุดแต่งต่างของศาลาการเปรียญที่แตกต่างจากพระอุโบสถ คือสีบนกรอบหน้าบันที่จะเป็นสีเหลืองอ่อนเหมือนกันทั้งหน้าบันแต่สีบนกรอบหน้าบันของพระอุโบสถจะมีลักษณะสีแดง ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มที่ตกแต่งประดับลวดลายอย่างเทศเช่นเดียวกับพระอุโบสถ

หน้าบันของศาลาการเปรียญมีลักษณะคล้ายกับหน้าบันพระอุโบสถเกือบทุกประการคือ เหมือนจะทำเป็นหน้าบันแบบ 2 ชั้น แต่ภายในหน้าบันกลับประดับลวดลายต่อเนื่องไม่มีขอบแบ่งชั้นหน้าบันออกจากกัน จุดแตกต่างของหน้าบันพระอุโบสถและศาลาการเปรียญอยู่ตรงที่รายละเอียดของหน้าบันตรงกรอบของหน้าบันศาลาการเปรียญที่จะลงพื้นกระเบื้องสีเหลืองอ่อนเหมือนกันทั้งหน้าบัน แต่สีบนกรอบหน้าบันของพระอุโบสถจะมีลักษณะสีแดง ลวดลายบนกรอบหน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเป็นลายดอกไม้ ใบไม้ ส่วนของด้านใน ผูกลวดลายเป็นลายก้านแยก ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบและกระเบื้องถ้วย ส่วนกลางของหน้าบันแทรกรูปนก 2 ตัวยืนซ้อนกันและหันหน้าเข้าหากันแต่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สมมาตรกันคล้ายกับหน้าบันพระอุโบสถ

พระประธานในศาลาการเปรียญ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อจากสำริดขนาดใหญ่ ลักษณะทางพุทธศิลป์จัดเป็นศิลปะสุโขทัยที่ได้รับการแปลงพระพักตร์ใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวคือ ส่วนองค์พระพุทธรูปเป็นแบบสุโขทัยที่มีพระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก สังฆาฏิแผ่นเล็กปลายแยดเป็นสองชายคล้ายเขี้ยวตะขาบ และพระหัตถ์ยาวไม่เสมอกันแบบสุโขทัยหมวดใหญ่ พระพักตร์เป็นแบบที่นิยมสร้างใหม่ในรัชกาลที่ 3 คือ พระพักตร์ค่อนข้างกลมกึ่งไข่ ขมวดพระเกษาเล็ก มีพระรัสมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง พระเนตรเปิดและมองตรง พระนาสิกค่อนข้างเล็กและโด่ง พระโอษฐ์เล็กแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์โค้งเล็กน้อยเกือบเป็นเส้นตรง เรียกว่า "พระพักตร์อย่างหุ่น"

#เต้งพาตะลอน #เดินทาง #เที่ยวไท #สายมู #กรุงเทพ

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
3/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารไม่เพียงแต่มีความสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เมื่อได้เข้าไปเยี่ยมชมพบว่าสถาปัตยกรรม Thai-Chinese style ของวัดนี้ สะท้อนความรุ่งเรืองและรสนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อย่างชัดเจน ผู้มาเยือนวัดจะรู้สึกถึงความสงบเย็น และบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ริมแม่น้ำ ช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีมาก ในส่วนของพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโตที่มีขนาดใหญ่และสวยงามนั้น ผมเองเคยไปไหว้สักการะเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลหลายครั้งและรู้สึกถึงพลังศรัทธาที่ชาวจีนในพื้นที่มีต่อพระองค์ท่านอย่างลึกซึ้ง อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือการชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ที่เล่าเรื่องราวพุทธประวัติและชีวิตชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 3 อย่างละเอียด ซึ่งทำให้เข้าใจความเป็นมาของวัดและวิถีชีวิตในยุคนั้นได้ลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้หอระฆังใหม่ที่เก็บระฆังยักษ์ใหญ่ที่สุดของไทยก็เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่เห็นความยิ่งใหญ่และตั้งใจของผู้สร้าง การเดินทางมาเที่ยวที่นี่ก็สะดวกเพราะสามารถนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือปากคลองตลาด มาถึงท่าเรือของวัดกัลยาณมิตร ซึ่งทำให้เราได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาไปด้วยพร้อมกับได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นฝั่งธนบุรี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำบุญและต้องการสัมผัสประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมวัดเก่าแก่แห่งนี้ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารถือเป็นจุดหมายที่ครบทั้งความสวยงามทางด้านศิลปกรรมและความสงบที่หาได้ยากในกรุงเทพฯ ไว้เป็นหนึ่งในลิสต์เที่ยวกรุงเทพที่ควรไปเยือนเลยทีเดียว