SC Asset กวาดรายได้ Q2/2568
[SPOT] SC Asset กวาดรายได้ Q2/2568 กว่า 5,220 ล้านบาท โต 95% พร้อมมีแบ็คล็อกแกร่ง 19,600 ล้านบาท ครึ่งปีหลังเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ 8 โครงการ 16,400 ล้านบาท
เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.05 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 9 ก.ย.นี้
.
ในช่วงไตรมาส 2/2568 (เม.ย.-มิ.ย.2568) SC Asset มีรายได้รวมอยู่ที่ 5,220 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) 95% และเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) 13% โดยแบ่งเป็น -รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย หรือกลุ่ม Engine 1 ประมาณ 4,837 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 117% -รายได้จากกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ (Recurring Income) หรือกลุ่ม Engine 2 -รายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการรวมประมาณ 383 ล้านบาท
.
ตลาดบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยโครงการที่ได้รับการตอบรับมากที่สุด ในช่วงไตรมาส 2/2568 ประกอบด้วย 1.คอนนาเซอร์ พัฒนาการ (CONNOISSEUR Phatthanakan) 2.แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สุขสวัสดิ์-พระราม 3 (Grand Bangkok Boulevard Suksawat – Rama 3) 3.แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ดอนเมือง แจ้งวัฒนะ (Grand Bangkok Boulevard Donmueang-Chaengwatthana)
.
ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย หรือกลุ่ม Engine 1 : เตรียมเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมใหม่เพิ่มเติมอีก 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 16,400 ล้านบาท ประกอบด้วย -โครงการบ้านเดี่ยว 6 โครงการ มูลค่า 8,400 ล้านบาท -โครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) อยู่ราว 19,600 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 36% และคอนโดมิเนียม 64%
กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ (Recurring Income) หรือ กลุ่ม Engine 2 -เริ่มเปิดให้บริการโรงแรมอีก 2 แห่ง คือ โรงแรมครอโม แบงคอกคูริโอ คอลเลกชัน บาย ฮิลตัน (Kromo Bangkok, Curio Collection by Hilton) และโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด พัทยา นาจอมเทียน (The Standard, Pattaya Na Jomtien) ภายในปลายไตรมาส 3/2568 นี้ -มีพื้นที่คลังสินค้าให้เช่าเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ตร.ม. ที่มีอัตราการเช่า 100% ภายในสิ้นปี .
จากผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 7,891 ล้านบาท กำไรสุทธิ 531 ล้านบาท ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบให้จ่ายปันผลระหว่างกาล จากกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการและผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. 2568 เป็นเงินสดในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 27 ส.ค. 2568 กำ หนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 28 ส.ค. 2568 และกำหนดจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 9 ก.ย. 2568
.
#SCAsset #SCisQuality #SCแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ1 #SCการเงินแข็งแกร่ง #SCผู้นำที่อยู่อาศัยพรีเมียม
ในปี 2568 นี้ เซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง SC Asset เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีเสถียรภาพทางการเงินและมียอดขายสะสม (แบ็คล็อก) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนและลูกค้าว่าจะได้รับโครงการที่มีคุณภาพและบริการหลังการขายที่ดี การเติบโตในรายได้ของ SC Asset ในช่วงไตรมาส 2 มาจากการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยเพื่อขาย (Engine 1) ซึ่งบันทึกรายได้ถึง 4,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 117% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะวิลล่าสำหรับตลาดบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปที่มีความต้องการสูง นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Engine 2) เช่น โรงแรมและพื้นที่ให้เช่าคลังสินค้า ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่เพิ่มความมั่นคงให้กับรายได้รวมของบริษัทในระยะยาว แผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 8 โครงการในครึ่งปีหลังของปี 2568 รวมมูลค่า 16,400 ล้านบาท เป็นการยืนยันถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้โครงการบ้านเดี่ยว 6 โครงการมูลค่า 8,400 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2 โครงการมูลค่า 8,000 ล้านบาท จะช่วยให้ SC Asset มีรายได้และแบ็คล็อกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการจ่ายปันผลระหว่างกาลที่ 0.05 บาทต่อหุ้น เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ถือหุ้นว่า บริษัทมีผลกำไรและสภาพคล่องที่ดี พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในระยะยาว รวมถึงการลงทุนในโครงการโรงแรมใหม่ที่บริหารโดยพันธมิตรแบรนด์ระดับโลกอย่างฮิลตัน จะช่วยเสริมภาพรวมธุรกิจ Recurring Income ที่แข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก นอกจากความแข็งแกร่งทางการเงินและสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง SC Asset ยังมีกลยุทธ์เน้นคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ SC แบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 ของไทย ทั้งนี้ความสำเร็จของบริษัทในไตรมาสนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2568 และอนาคต




