เจาะลึก 3 ศาสตร์ดีไซน์ ในงานเสวนา SANSIRI INSIGHT TALK

เจาะลึก 3 ศาสตร์ดีไซน์ ในงานเสวนา SANSIRI INSIGHT TALK “เมื่อ คน ธรรมชาติ และดีไซน์ ทำงานร่วมกัน ในงาน Sansiri Insight Talk: WELL, IN EVERY DAY เผยเบื้องหลังกระบวนการคิด กับทีมดีไซน์เบื้องหลังทั้ง 3 คน See More : https://www.terrabkk.com/news/211247

.

บ้าน คือ สิ่งที่ดูแลเรา และมอบสุขภาวะที่ดีระยะยาว แสนสิริ จึงตั้งใจนำ Wellbeing มาครอบคลุมทุกด้าน ทั้งกาย ใจ สังคม และบริการที่ยั่งยืน พร้อมตั้งแนวคิดใหม่ในการดูแลลูกบ้าน คือ “Sansiri Well, In Every Day” ชีวิตดี รู้สึกดีได้ทุกวัน

ดังนั้น การทำให้เกิดขึ้นจริงต้องเริ่มตั้งแต่แนวคิด และงานดีไซน์ที่ครบทั้ง 3 ศาสตร์ คือสถาปัตยกรรม (Architect) สถาปัตยกรรมภายใน (Interior) และภูมิทัศน์ (Landscape) เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต คุณค่าพื้นที่ และอนาคตที่ยั่งยืน

.

แสนสิริ ยึดมั่นในปรัชญา "Constructing Life, Not Just Building" ดูแลลูกค้ามากว่า 40 ปี ลูกบ้านกว่า 130,000 ครอบครัว ใน 500 โครงการทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็น Taste-Maker Brand ที่สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล และความภาคภูมิใจให้ลูกค้า ทั้งด้าน Art, Design และ Decoration นำเสนอดีไซน์ที่สวยงามไร้กาลเวลา (Timeless Value) พิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อคืนสมดุลให้ชีวิตและส่งมอบสุขภาวะที่ดีในระยะยาว

.

▪ คุณเก็น วทัญญู ตันติวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่าย Creative House บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

ย้ำว่า ทุกวันนี้กระบวนการในทำดีไซน์ยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆ คือ "ความหมายของคำว่าบ้าน"

“บ้าน” ต้องเป็นพื้นที่เติมพลังทั้งกายและใจ และคืนสมดุลให้กับเรา เป็นที่มาของคำว่า "แสนสิริ Well, In Every Day" ซึ่งไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริงผ่านทุก Journey การใช้ชีวิต ไม่ว่าจะอยู่บ้าน คอนโด หรือทาวน์เฮาส์ ซึ่งต้องอยู่อย่างยั่งยืนไปอีก 10–20 ปี หรือส่งต่อให้ลูกหลานได้ และต้องตั้งคำถามว่า "จะออกแบบบ้านจากเทรนด์ หรือออกแบบจากสิ่งที่ไม่มีวันตกเทรนด์" และสิ่งที่ไม่มีวันตกเทรนด์คือ "Human Nature" (ธรรมชาติของคน)

✨ฉะนั้น การออกแบบไม่ได้เริ่มจากคำว่า Wellbeing แต่เริ่มจาก "การออกแบบการใช้ชีวิตที่ดี" ส่วน Wellbeing คือ ผลลัพธ์ของการออกแบบที่ดี ✨

ดังนั้น บ้าน Wellbeing ไม่จำเป็นต้องเป็นสี Earth Tone หรือ Soft Tone เท่านั้น คนชอบสีสันจัดจ้าน ศิลปะ หรือสะสมของแบบ Maximalist ก็มีความสุขในแบบของตนเองได้

สิ่งสำคัญ คือ บ้านต้องสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง อยู่แล้วรู้สึก "อยู่ดี" และอบอุ่นใจ

.

▪ คุณแก๊ป ปัทมาวดี ดีซอน รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในมุมของงาน Landscape ไม่ใช่แค่การ Decorate หรือความงาม แต่คือ ฟังก์ชันที่ทำให้คนได้รับประโยชน์จากธรรมชาติมากที่สุด

จากงานวิจัยที่ติดตามผู้หญิง 100,000 คน เป็นเวลา 8 ปี พบว่า คนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ อย่างน้อย 17 นาทีต่อวัน หรือประมาณ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีอายุยืนกว่าถึง 12% (อัตราการเสียชีวิตลดลง) จึงออกแบบให้คนได้ใช้ชีวิตข้างนอกบ้าน อาทิ เส้นทาง Jogging Track หรือเสียงน้ำในสวน ก็คือ การคำนวณเพื่อให้ลูกบ้านสัมผัสธรรมชาติครบ 17 นาที

การออกแบบเพื่อให้ได้ Product ที่ดีที่สุด มีขั้นตอนการทำงาน คือ

1. เมื่อได้ที่ดินมา (ไม่ว่าจะกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต) จะไปสำรวจพื้นที่เพื่อหา "Golden Scene" หรือมุมมองที่ดีที่สุด

2. ใส่ใจเรื่อง Tree Story เช่น เก็บต้นไม้ใหญ่เดิมไว้ หรือย้ายตำแหน่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโครงการ

3. คำนวณ Sensual Design ละเอียดถึงแสงแดดช่วง 17:00 น. (5 โมงเย็น) ซึ่งเป็นแสงที่ทอดขนานและมนุษย์มองเห็นได้สวยที่สุด มีการวัดองศาเพื่อวางต้นไม้ให้เกิดร่มเงาที่พอดี

4. คิดเรื่อง Sensory Design เช่น การวางทิศทางน้ำ เสียงน้ำ เสียงนก ปลูกต้นไม้ที่เป็นผลไม้ที่นกชอบ และสร้างบ้านนก ให้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ร่วมกัน เพราะการได้สัมผัสหรือได้ยินเสียงธรรมชาติเพียง 1 ครั้งในตอนเช้า ช่วยให้อารมณ์ดีได้ถึง 8 ชั่วโมง

.

▪ คุณพีร์ โปษยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า บ้านเป็นสื่อกลางระหว่างสภาพแวดล้อมกับผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่แค่กรอบหรือ Shelter เพราะนอกจากคัดกรองสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปแล้ว บ้านต้องช่วยดึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี จากข้างนอกเข้ามาสู่ข้างใน เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ (Emotional)

เมื่อจัดวาง Master Plan หรือวางกรอบ / ธีม (เช่น ธีมฝรั่งเศส) ต่อมาคือเลือกตัวบ้านที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า โดยจัดวางองศาบ้าน ให้เป็น 16.55 องศา เพื่อให้สอดรับกับตำแหน่งต้นไม้และแสงแดดที่คุณแก๊ป Landscape วางไว้ ตลอดจนออกแบบสเปซภายในให้โปร่ง มีหน้าต่างทรงสูง เปิดรับแสงและลม ส่งต่อพื้นที่ให้ทาง Interior ทำงานต่อ และจัดวาง Living Room ให้เชื่อมต่อไปยังร่มเงาต้นไม้ หรือให้เปิดหน้าต่างมาเจอนก ถือเป็นการสอดประสานแบบ Inside-Out & Outside-In

และมองว่า การออกแบบบ้านจะเป็นไปเพื่อตอบรับการใช้ชีวิต กิจกรรม สุขภาพกายและใจ ส่งต่อไปยังชุมชน มุ่งเน้น Net Zero Vision เพราะบ้านและสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นจะอยู่ไปอีก 30–50 ปี ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อโลกและลูกหลานในอนาคต

.

สรุป Insight Talk ของ “Sansiri Well, In Every Day" งานดีไซน์ของแสนสิริที่สวยงาม ละเอียด อบอุ่น จะไม่ใช่แบบ "One Size Fits All"

.

#Sansiri #SansiriWELLlNEVERYDAY #Everydaylifeisgood

8/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตจริง ความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องบ้านที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องรูปทรงหรือความงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยเติมพลังกายและใจไปพร้อมกัน บ้านจึงเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยที่เราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และสัมผัสความเป็นธรรมชาติตลอดเวลา การใช้วิธีคิดแบบ Human Nature ที่แสนสิริเน้นย้ำถือเป็นกุญแจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อธรรมชาติเข้ามามีบทบาทในงานดีไซน์ จึงช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ชัดเจน อย่างเช่นการออกแบบภูมิทัศน์ที่มุ่งเน้นให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสธรรมชาติครบตามเวลาที่วิจัยพบว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้จริง และยังช่วยเพิ่มอารมณ์ดีตลอดทั้งวัน การวางแผนล่วงหน้าด้านทิศทางแสงและตำแหน่งของต้นไม้ให้เกิดร่มเงาในเวลาที่เหมาะสมช่วยให้บ้านเย็นสบายโดยไม่ต้องใช้พลังงานมาก นอกจากนี้ การสร้างสเปซที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติผ่านทางหน้าต่างทรงสูงหรือการจัดวางห้องนั่งเล่นให้มองเห็นต้นไม้และเสียงนก ยังส่งผลดีต่อสุขภาพใจอย่างชัดเจน บ้านจึงไม่ได้เป็นแค่ที่พักอาศัย แต่เป็นพื้นที่เติมเต็มความสุขและการใช้ชีวิตที่ดีในทุกวัน พร้อมทั้งตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero Vision ที่ช่วยลดผลกระทบต่อโลกและเตรียมความพร้อมเพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้รับมรดกที่ดี ท้ายที่สุด บ้านที่ออกแบบจากความรู้จริงที่ผสานศาสตร์สถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และการตกแต่งภายในอย่างลงตัว จะสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์ แต่เป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงและยั่งยืนของผู้อยู่อาศัยในระยะยาวอย่างแท้จริง