ข้อมูลล่าสุด TISA ยังอยู่ในขั้นตอนการทบทวนรายละเอียด
และคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีผลบังคับใช้จริงในปีภาษี 2569
.
TISA หรือ Thailand Individual Savings Account คือมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวรูปแบบใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดล NISA ของญี่ปุ่น และ ISA ของอังกฤษ จำกัดความ บัญชีสำหรับการออมและการลงทุนส่วนบุคคลแบบรวมวงเงิน (Umbrella Scheme)
.
วัตถุประสงค์
ส่งเสริมวินัยการออม มุ่งเน ้นให้คนไทยมีเงินออมเพื่อการเกษียณมากขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
กระตุ้นตลาดทุน ดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนไทยผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ที่รัฐกำหนด
ผู้ลงทุนมีอิสระและความยืดหยุ่นสูงในการจัดสรรเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้วงเงินลดหย่อนภาษีรวมเดียวกัน
สิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับ
มาตรการ TISA นี้ มีสิทธิประโยชน์ที่มาเป็น "แพ็กเกจ"
ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีแบบเดิม
.
วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาท ต่อปี โดยวงเงินนี้จะรวมผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการเกษียณทั้งหมด (เช่น ประกันบำนาญ, RMF, SSF, PVD, ThaiESG)
ไม่มีการแยกเพดานตามผลิตภัณฑ์เหมือนเดิม
.
ความยืดหยุ่นในการจัดสรร ผู้ลงทุนสามารถ ปรับเปลี่ยนสัดส่วน การลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้กรอบวงเ งิน 8 แสนบาทนี้ได้เองอย่างอิสระ เช่น จะลงทุนในประกันบำนาญเต็ม 8 แสนบาท หรือจะกระจายไปหุ้นไทย 50% และ RMF 50% ก็ได้
.
ระยะเวลาถือครอง สำหรับวงเงิน 8 แสนบาท คาดว่าจะกำหนดให้ ถือครองอย่างน้อย 5 ปี และต้องถือครองจนถึงอายุ 55 ปี (เงื่อนไขสุดท้ายยังต้องรอการสรุป)
.
ตัวคูณลดหย่อนภาษี
ประเด็นที่สร้างความสนใจและเป็นที่ถกเถียงในวงการธุรกิจและนักลงทุนที่สุดคือ ตัวคูณลดหย่อนภาษี ที่กำหนดตามฐานรายได้ ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเพียงตัวเลข "โมเดลสมมติ"
.
ถ้าคุณกำลังเสิร์ชคำว่า “TISA 2569” เหมือนกัน สิ่งที่อยากได้มักมี 2 อย่างคือ (1) มันต่างจากการลดหย่อนแบบเดิมยังไง และ (2) เราควรเตรียมตัวยังไงก่อนถึงปีภาษี 2569 เพราะตอนนี้รายละเอียดหลายจุดยังอยู่ระหว่างสรุป จากที่ตามข่าวและอ่านสรุปหลายแหล่ง “TISA (Thailand Individual Savings Account)” ถูกวางให้เป็นบัญชีออมและลงทุนแบบรวมวงเงิน (umbrella) คล้าย NISA ญี่ปุ่น/ISA อังกฤษ จุดที่สะดุดตาสุดคือ “ลดหย่อนภาษีรวมสูงสุด 800,000 บาท/ปี” โดยตั้งใจให้รวมสินค้าลดหย่อนเพื่อออม-เกษียณที่เราคุ้นเคย เช่น RMF, SSF, ประกันบำนาญ, PVD, ThaiESG ฯลฯ แปลว่าอนาคตอาจไม่ใช่การจำเพาะเพดานแยกแต่ละผลิตภัณฑ์เหมือนเดิม แต่ให้เรา “จัดพอร์ต” ภายใต้เพดานก้อนเดียว สิ่งที่ผมมองว่าน่าใช้ (ถ้าสุดท้ายออกมาตามแนวคิดนี้จริง) คือความยืดหยุ่น: ปีไหนอยากเน้นความมั่นคงก็เทไปทางประกันบำนาญ/กองทุนที่เสี่ยงต่ำ ปีไหนรับความผันผวนได้ก็ผสมกองทุนหุ้นไทยหรือสินทรัพย์ที่รัฐกำหนด โดยยังอยู่ในกรอบลดหย่อนเดียวกัน เรื่องที่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนวางแผนจริงมี 3 จุด 1) เงื่อนไขการถือครอง: ตอนนี้มีการคาดการณ์ว่าอาจต้องถืออย่างน้อย 5 ปี และ/หรือถือถึงอายุ 55 ปี (ยังไม่สรุป) ถ้าเงื่อนไขยาวแบบนี้จริง เงินก้อนนี้ควรเป็น “เงินเย็น” ไม่ใช่เงินสำรองฉุกเฉิน 2) สินทรัพย์ที่ลงทุนได้: แนวคิดคือให้เงินไหลเข้าตลาดทุนไทย และลงทุนในสินทรัพย์ที่รัฐกำหนด ดังนั้นตัวเลือกอาจมีข้อจำกัดกว่าการซื้อกองทุนทั่วไป ควรรอดูว่าครอบคลุมกองทุน/ตราสารแบบไหนบ้าง 3) ตัวคูณลดหย่อนภาษีตามรายได้: เป็นประเด็นถกเถียงมาก เพราะถ้าใช้ตัวคูณจริง ผลประโยชน์อาจต่างกันตามฐานภาษี/รายได้ แนะนำให้รอดูประกาศทางการก่อนคำนวณความคุ้มค่า วิธีเตรียมตัวแบบทำได้ทันทีของผมคือ: (ก) สรุปยอดที่เราลดหย่อนอยู่แล้วทุกช่องทาง (RMF/SSF/PVD/ประกันบำนาญ/ThaiESG) เพื่อรู้ “ฐาน 800,000” ว่าปัจจุบันเราใช้ไปเท่าไร (ข) ตั้งเป้าเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ 3–6 เดือนก่อน แล้วค่อยเพิ่มเงินออมระยะยาว (ค) เตรียมเอกสารรายได้-ภาษีให้เป็นระบบ เพราะพอมีแพ็กเกจใหม่จริง การย้ายสัดส่วนลงทุนจะง่ายขึ้นถ้าเรารู้ตัวเลขภาษีของตัวเอง สุดท้าย แม้จะมีพาดหัวว่า “TISA ไปต่อหรือพอแค่นี้” แต่ถ้าเป้าหมายคือเพิ่มวินัยการออมและให้คนเริ่มลงทุนเพื่อเกษียณมากขึ้น ผมมองว่า TISA 2569 เป็นเรื่องที่ควรติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะคนรายได้น้อยถึงปานกลางที่อยากได้แรงจูงใจเรื่องภาษีควบคู่กับการออมระยะยาว
