การเปิดตัวของ CLICX (คลิกซ์)

ความเสี่ยง Virtual Bank กับ กรณี สินเชื่อแบงก์ CLICX ในวันที่คนไทยร้อนเงิน vs แก๊งบิดหนี้ระบาด

.

การเปิดตัวของ CLICX (คลิกซ์) ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกในไทย (กลุ่มความร่วมมือ KTB, AIS, OR) ตามด้วยผู้เล่นอีกสองกลุ่มอย่าง SCB X และ Ascend Money ที่จะตามมาเร็วๆนี้ ถูกคาดหวังว่า นี่คือ หมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างการเงินไทยไปตลอดกาล

.

ทว่า ภาพแรกที่เกิดขึ้นเมื่อแอปธนาคารคลิกซ์ เปิดให้ยื่นสินเชื่อวันแรก กลับฉายให้เห็นสองเหรียญที่ต่างกันสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือความต้องการเงินทุนพุ่งสูงจนระบบสะดุด ล่มเป็นระยะๆ

.

อีกด้านคือกระแสโซเชียลมีเดียที่สะพัดไปด้วยประโยคติดปากอย่าง “บิดนิ่มๆ เลยดิ” หรือ ความคิดเห็นที่มองว่า Virtual Bank คือช่องทางหมุนเงินใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายคืน

.

ปรากฏการณ์นี้ ไม่ต่างอะไรจาก บททดสอบแรก (Stress Test) ของระบบ Virtual Bank ในไทย ว่าโมเดลสินเชื่อยุคใหม่ที่เคยสำเร็จในต่างประเทศ จะกลายเป็น “สะพานพาคนออกจากหนี้นอกระบบ” ได้จริง หรือเป็น “เชื้อเพลิงซ้ำเติมหนี้เสียครัวเรือน” กันแน่

[ Virtual Bank (ธนาคารไร้สาขา)ต่างจากธนาคารดั้งเดิมอย่างไร? ]

สำหรับคนทั่วไป หากยังไม่คุ้นชินกับคำว่า Virtual Bank ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่ ไม่ใช่แค่การนำแอปแบงก์กิ้งเดิมมาเปลี่ยนหน้าตา หรือ การโยกธนาคารดั้งเดิมมาอยู่ในดิจิทัล

.

แต่คือ โครงสร้างธนาคารที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบ โดยไม่มีที่ตั้งของสาขาจริงและให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน 100% ทำให้มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำมากเนื่องจากไม่ต้องแบกรับค่าเช่าพื้นที่หรือพนักงานประจำสาขา

.

จุดต่างสำคัญอยู่ที่ การพิจารณาสินเชื่อ ที่บางรายเน้นใช้ AI และข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น ประวัติการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือการเติมเงินโทรศัพท์

.

แทนการขอดูกระดาษสเตทเม้นหรือสลิปเงินเดือนแบบเดิม เพื่อมุ่งเน้นให้บริการกลุ่ม Underserved รายย่อย หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ธนาคารดั้งเดิมมักปฏิเสธ ทำให้การเกิดขึ้นของ Virtual Bank ในไทย คือ ความหวังสำคัญของคนกลุ่มใหญ่

[ เมื่อเครดิตบูโรกลายเป็นกำแพง ความต้องการ “เงินขาดมือ” ในภาวะเศรษฐกิจตึงตัว ]

เมื่อมาดูข้อมูลอีกด้าน เกี่ยวกับ “ฐานะการเงิน” ของคนไทย จากเครดิตบูโร ณ พฤษภาคม 2569 ชี้ว่า ปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนไทย อยู่ในภาวะน่าห่วง เพราะ ยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) พุ่งแตะ 1.70 ล้านล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL) ของระบบทะลุ 9.75% คิดเป็นมูลหนี้สูงถึง 1.33 ล้านล้านบาท

.

ผลกระทบที่ตามมาคือ ธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมพากันยกการ์ดสูง ปฏิเสธสินเชื่อรายย่อย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 1/2026 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 85.9% (จากมูลหนี้รวม 16.41 ล้านล้านบาท) แต่นี่ไม่ได้แปลว่าคนไทยมีฐานะดีขึ้น หากแต่แปลว่า “อยากกู้ แต่กู้ไม่ได้”

.

ข้อมูลจาก SCB EIC ยังสะท้อนว่า ครัวเรือนบางส่วนต้องเลี่ยงไปพึ่งพาสินเชื่อโรงรับจำนำที่พุ่งสูงถึง 18.3% ขณะที่ข้อมูลสถิติระบุว่า กว่า 50% ของครัวเรือนที่มีหนี้ มีรายได้ไม่พอจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน มีภาระหนี้และค่าใช้จ่ายสูงถึง 119% ของรายได้

.

จะเห็นได้ว่า สินเชื่อดิจิทัลอย่าง CLICX ที่เสนอทางเลือกผ่อนชำระได้สูงสุด 260 งวด (แบบรายสัปดาห์) สมัครได้แม้ไม่มีสลิปเงินเดือน จึงเข้ามาตอบโจทย์คนตัวเล็กในวันที่เงินขาดมือได้อย่างตรงจุด

[ ยิ่งปล่อยง่าย ยิ่งเสี่ยง? สองคำถามใหญ่ต่อระบบ AI และ วัฒนธรรมชำระหนี้ ]

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ความท้าทายจริงของ Virtual Bank ไม่ได้อยู่ที่การทำแอปฯให้เสถียร รองรับการใช้งานของคนนับล้าน แต่อยู่ที่การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ใน 2 มิติสำคัญ เช่นกัน

.

AI ประเมินเจตนาคนได้จริงหรือ? การใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น พฤติกรรมการซื้อของ การเติมเงิน AIS หรือการชำระบริการในเครือ PTT OR ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไม่มีสเตทเม้นเข้าถึงระบบเงินกู้ได้

.

แต่คำถามคือ AI แยกแยะระหว่าง "คนที่ลำบากแต่พร้อมจ่าย" กับ "คนที่ตั้งใจมาเบี้ยวตั้งแต่แรก" ได้แม่นยำแค่ไหน? หากการคัดกรองหลวมเกินไป อัตรา NPL ของ Virtual Bank อาจพุ่งสูงกว่าธนาคารดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อหนี้เสียสะสมสูงขึ้น ธนาคารจะถูกบังคับให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือบีบวงเงินลง สุดท้ายผู้กู้ที่มีวินัยดีก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

.

วัฒนธรรม "บิดนิ่มๆ" และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง คำว่า “บิดนิ่มๆ เลยดิ” ที่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนค่านิยมของคนบางกลุ่มที่ไม่ได้มองสินเชื่อเป็น "ภาระผูกพันทางการเงินที่ต้องชำระคืน" แต่มองเป็น "สิทธิหรือเงินเปล่า" หากเกิดกระแสชวนกันเบี้ยวหนี้เป็นวงกว้าง หนี้เสียจะไม่หยุดอยู่แค่ผู้ให้บริการรายเดียว หาก NPL ระเบิด

.

ผลกระทบจะลามไปถึง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน, ต้นทุนเงินทุน (Cost of Funds) ที่สูงขึ้น, ผู้ถือหุ้น, และบทสรุปความน่าเชื่อถือของโมเดล Virtual Bank ทั้งประเทศ

[ มุมมองวิชาการ ข้อระวังจากบทเรียนต่างประเทศ ]

ย้อนไปก่อนเกิดขึ้นของ Virtual Bank ในไทย หน่วยงานกำกับดูแลและนักวิชาการต่างออกมาแสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ในมุมมองที่เห็นตรงกันหลายส่วน

.

เช่น สภาพัฒน์ฯ โดยอ้างอิงงานวิจัยต่างประเทศที่พบว่า ในประเทศจีน สินเชื่อออนไลน์มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเกินตัวและตกอยู่ในวงจรหนี้ง่ายขึ้น ขณะที่ในประเทศฟิลิปปินส์ สถิติชี้ชัดว่า ธนาคารดิจิทัล (Digital Banks) มีสัดส่วนหนี้ NPL สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

.

ขณะที่ ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ออกมาเสนอแนะว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณากำหนดสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อเพื่อการสร้างอาชีพ (Productive Loan) ควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ Virtual Bank มุ่งเน้นไปที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคหรือโมเดล Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งอาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของระบบเศรษฐกิจไทย

.

ทั้งนี้ หากย้อนไปที่แนวคิดต้นฉบับ Virtual Bank คือนวัตกรรมทางการเงินที่มีเจตนาดีในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงิน (Financial Inclusion) แต่การพึ่งพาเพียงความสะดวก อนุมัติไว และไม่มีสาขา อาจไม่เพียงพอในการสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยหรือไม่ ?

.

และในวันที่สังคมบางส่วนกำลังตีความว่า Virtual Bank คือ "ทางรอดชั่วคราวที่ไม่ต้องรับผิดชอบ" โจทย์ใหญ่ของผู้ให้บริการจึงไม่ใช่แค่แข่งกันหาลูกค้าใหม่ แต่คือ การพิสูจน์ว่า AI และข้อมูลทางเลือก สามารถสร้างวินัยทางการเงินใหม่ให้คนไทยได้จริง ไม่ใช่เป็นการเปิดประตูให้หนี้เสียทะลักเข้าสู่ระบบเร็วกว่าเดิมนั่นเอง.

ที่มา : ธนาคารคลิกซ์ , สภาพัฒน์ , มธ. ,SCB EIC ,เครดิตบูโร ,ธปท.

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ หรือกำลังมองหาโอกาสครั้งต่อไป

ที่นี่คือพื้นที่..ที่โลกการลงทุนแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ยุคใหม่มาบรรจบกัน

.

MONEY FEST 2026

เทศกาลการลงทุนที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี จาก Thairath Money

งานฟรีที่จะเปิดโลกการลงทุนให้ใกล้ตัวกว่าที่เคย

👉 ลงทะเบียนได้ที่ https://event.thairath.co.th/all/event/TREVENT017

#PersonalFinance #ThairathMoney #การเงินดีชีวิตดี #TRMN04 #แอปคลิกซ์ #สินเชื่อแบงก์คลิกซ์ #CLICX #ธนาคารไร้สาขา #VirtualBank #หนี้เสีย #เงินกู้ #ขอสินเชื่อ #บิดหนี้

8/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะผู้ที่ได้ลองใช้สินเชื่อผ่านแอป Virtual Bank อย่าง CLICX มาแล้ว พบว่าการยื่นขอสินเชื่อสะดวกและรวดเร็วมาก ต่างจากธนาคารดั้งเดิมที่ต้องเตรียมเอกสารมากมาย โดยเฉพาะการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลทางเลือกอย่างการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ และการเติมเงินโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้ที่ไม่มีเอกสารการเงินแบบเป็นทางการก็มีสิทธิได้รับอนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ส่วนตัว ได้เห็นข่าวและกระแสในโลกออนไลน์เกี่ยวกับวัฒนธรรม "บิดนิ่มๆ" หรือการจงใจไม่ชำระหนี้สินเชื่อดิจิทัล ทำให้เกิดความกังวลว่าบางคนอาจมองว่าสินเชื่อเหล่านี้คือ "เงินกู้ที่ไม่ต้องคืน" ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและความยั่งยืนของธนาคารเอง ด้วยเหตุนี้ การบริหารความเสี่ยงของ Virtual Bank จึงเป็นหัวใจสำคัญ การที่ AI ต้องแยกแยะระหว่างลูกหนี้ที่ลำบากจริงและพร้อมจ่าย กับลูกหนี้ที่จงใจแอบเบี้ยว จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดอัตราหนี้เสีย ซึ่งการใช้ข้อมูลทางเลือกช่วยเสริมสร้างระบบคัดกรองนี้ แต่ยังคงต้องพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ในมุมของลูกค้า สิ่งที่ควรตระหนักคือการยืมเงินในระบบ Virtual Bank ต้องมีวินัยทางการเงิน ชำระคืนตามกำหนด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียและส่งผลกระทบต่อเครดิตส่วนตัว สุดท้าย การเกิดขึ้นของ Virtual Bank เช่น CLICX เป็นก้าวสำคัญในวงการการเงินไทยที่จะช่วยเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกปฏิเสธจากธนาคารแบบเดิมได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ความสำเร็จของโมเดลนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งผู้ให้บริการ ลูกค้า และองค์กรกำกับดูแลเพื่อให้ระบบมีความยั่งยืน และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาหนี้เสียสะสมอย่างรวดเร็วในอนาคต