ครูดีจะไม่ช่วยศิษย์ที่ทำผิดทำชั่ว ‼️
ครูดีจะไม่ช่วยศิษย์ที่ทำผิดทำชั่ว ‼️
วันนี้พี่ปุ้นอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ทุกคนฟัง…เรื่องของลูกค้าคนหนึ่งที่ทำให้พี่ปุ้ยได้ทบทวนคำว่า “กรรม” อีกครั้ง ขอสมมุติว่าน้องชื่อแจ๊คนะคะ
แจ๊คเคยติดตามเฟสบุ๊คที่พี่ปุ้ยเขียนเรื่องกรรมเก่า วันนี้แจ๊คขอเข้ามาดูดวง
แจ๊ค : หมอครับ…ช่วยผมหนีกรรมที ผมเดือดร้อนมาก”
พี่ปุ้ยนี่ลำบากใจมาก ปกติครูท่านไม่เคยพาลูกค้าแบบนี้มาให้เจอนะ จะเจอแต่คนดีๆ แต่เชื่อสิมันต้องมีอะไร หรือครูอยากให้เรื่องนี้นำมาเล่าเป็นอุทาหรณ์
พี่ปุ้ยนั่งฟังเงียบ ๆ แล้วแจ๊คก็พรั่งพรูออกมาว่า เขาเคยไปด่าคนรู้จัก ใส่ร้ายป้ายสี และยุยงให้เพื่อน ๆ เกลียดอีกฝ่ายที่เป็นศัตรูของแจ๊ค แต่สุดท้ายคนที่ถูกใส่ร้ายเขาก็คุยเคลียร์กัน ความจริงเลยแตกหมด
ทีนี้แหละ…แจ๊คกลายเป็นคนที่เพื่อนรุมเกลียด ถูกแจ้งความ ดำเนินคดี ชีวิตวุ่นวายไปทุกด้าน
ไพ่ขึ้นว่า‼️ก่อนจะมาหาฉัน เขายังไปบนบานครูบาอาจารย์อีกด้วย🔮 (เทวดาหรือเทพ ท่านไม่โง่ ไม่งั้นจะไปเป็นเทวดาได้อย่างไร?)
แต่ครูท่านเห็นว่าแจ๊ค “ผิดแต่ไม่สำนึก”
คิดแต่จะหาทางออกจากความผิดของตัวเอง ไม่ได้คิดจะกลับไปขอโทษคนที่ตัวเองทำร้ายพรที่ขอจึงไม่เป็นผล แถมแจ๊คยังเผลอปรามาสครูว่าท่าน “ไม่ช่วย”
นั่นยิ่งทำให้ชีวิตเขาตกต่ำลงไปอีก (อาการนี้คือต้องธรณีสาร มีผลให้ หน้าดำหมองคล้ำ ติดขัดการเงิน ไม้มีราศีฯ)
คราวนี้แจ๊คมาหาฉันเพื่อจะให้ช่วยสื่อกรรมเจ้ากรรมนายเวรว่าต้องการอะไร เคสนี้ไม่ใช่กรรมเก่าค่ะ พฤติกรรมล้วนๆ ผิดตรงไหนไปแก้ตรงนั้นนะคะ ‼️
“แจ๊คเอ๋ย…
กรรมไม่ใช่ของที่ใครจะหนีแทน
และการขอขมา…ต้องออกมาจากใจ ไม่ใช่เพราะกลัวโดนลงโทษสิ่งที่คุณทำ มันไปทำร้ายคนจริง ๆ ผิดที่คนก็ขอโทษกับคน ผิดกับเทวดาก็ไปขอโทษกับเทวดาค่ะ มันง่ายมาก
💠แต่มันจะง่ายกว่าอีกถ้าเราไม่ทำผิดทำชั่ว เอาเวลาไปทำบุญทำงาน ทำงานหาเงิน ชีวิตมันแค่นี้เองค่ะ
ตอนนั้นแจ๊คเงียบสนิท เหมือนเริ่มรู้ ตัวว่าที่ชีวิตพังไม่ใช่เพราะใครเลย นอกจากการกระทำของตัวเอง
ฉันอยากฝากทุกคนที่ฟังเรื่องนี้ไว้ว่า—
“กรรมตามทันเสมอ…แต่คนที่สำนึกทันเท่านั้น ที่จะเริ่มหลุดพ้น” #ติดเทรนด์ #ป้ายยากับlemon8 #พี่ปุ้ยธัญเรขา
หลายคนที่ค้นหา “อ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ” มักอยากรู้แนวคิดเรื่องครูบาอาจารย์ การขอพร และการแก้กรรมว่าแท้จริงควรทำยังไงให้ถูกทาง จากประสบการณ์ที่เจอเคสคล้าย ๆ ในบทความนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือ “ครูดีไม่ใช่ที่พึ่งให้เราหนีผลของการกระทำ” แต่เป็นกระจกที่ทำให้เราเห็นเหตุของปัญหา และพาเรากลับไปแก้ที่ต้นตอค่ะ สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเวลาเดือดร้อนหนัก ๆ คือรีบไปบนบาน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเปิดทาง ทั้งที่ตัวเองยังไม่ยอมรับผิดจริง ๆ ภาพที่คนจำนวนมากคุ้นตา—การคุกเข่าพนมมือหน้าแท่นบูชา มีธูปเทียนเครื่องบูชา และรูปปั้นเทพอยู่ด้านหลัง—มันทำให้เรารู้สึกว่า “ถ้าขอแรง ๆ เดี๋ยวก็รอด” แต่ความจริงคือ ต่อให้เราไปไหว้ครู ไหว้เทพ ไหว้ฤๅษี หรือขอพรกับใคร ถ้าในใจยังคิดแค่ว่าอยากหลุดจากโทษ โดยไม่คิดจะรับผิดชอบต่อคนที่เราไปทำร้าย พรก็มัก “ไม่เดิน” เพราะมันสวนกับหลักเหตุและผล ถ้าใครกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบแจ๊ค (เคยด่า ใส่ร้าย ยุยงให้คนเกลียดกัน แล้วเรื่องย้อนกลับมาหาตัวเอง) ฉันอยากแชร์วิธี “แก้ให้ตรงจุด” ที่ทำได้ทันทีแบบไม่ต้องรอพิธีใหญ่ ๆ: 1) ยอมรับผิดแบบระบุพฤติกรรมให้ชัด: ไม่ใช่แค่พูดว่า “ขอโทษนะ” แต่ต้องบอกให้ได้ว่าผิดเรื่องอะไร เช่น ใส่ร้าย ป้ายสี พูดต่อ ๆ กันจนเขาเสียหาย 2) ขอโทษคนก่อนสิ่งศักดิ์สิทธิ์: ผิดที่คนก็เริ่มที่คน ถ้าทำให้ชื่อเสียงเขาพัง ให้ขอโทษและเสนอเยียวยาเท่าที่ทำได้ (เช่น ชี้แจงความจริงกับคนที่เราเคยยุยง) 3) หยุดพฤติกรรมซ้ำ: การไปขอขมาครูบาอาจารย์ แต่ยังโพสต์เหน็บแนม ยังหาเรื่องอีก อันนี้คือขอขมาแค่ปาก ผลเลยไม่เปลี่ยน 4) ทำบุญแบบมีเจตนาถูก: ทำบุญช่วยเหลือคนเดือดร้อน อุทิศส่วนกุศล และตั้งใจ “ตัดวงจรการทำร้ายคน” มากกว่าทำบุญเพื่อแลกให้หายซวย 5) ถ้ามีคดีความ ให้รับผิดชอบตามกระบวนการ: บางเรื่องต้องแก้ด้วยกฎหมายด้วย ไม่ใช่หวังให้พิธีหรือดวงแก้แทนทั้งหมด สุดท้าย สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนผ่านเคสแบบนี้คือ “อย่าท้าทายศรัทธาด้วยความไม่สำนึก” เพราะความศรัทธาที่แท้จริงไม่ใช่การไปขอให้รอด แต่คือการกล้ายอมรับผิด กล้าขอโทษ และกล้ากลับตัว เมื่อเราเริ่มทำถูก ชีวิตมันค่อย ๆ คลายเองแบบมีเหตุมีผลค่ะ
