🎯‘เพื่อไทย’ หวั่น รธน. ใหม่ติดล็อค ‘สสร.จัดตั้ง’ ไม่ยึดโยงประชาชน ยินดีรับทุกร่างเพื่อเดินหน้ากระบวนการ พร้อมเสนอ ‘ใช้ร่างเพื่อไทยเป็นหลัก’ ลดความเสี่ยงถูกยื่นศาล รธน. ตีความ

12 ต.ค. 2568 ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 -15 ต.ค. นี้

ชนินทร์ ระบุว่า ขณะนี้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาทั้งหมด 3 ร่างด้วยกัน คือร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของพรรคประชาชน และร่างของพรรคภูมิใจไทย โดยพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า เพื่อให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ราบรื่นมากที่สุด เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ

แม้ในหลักการจะไม่มีปัญหา แต่จุดยืนของพรรคเพื่อไทย เรามีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก ในเรื่องที่มาของ สสร. ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับพี่น้องประชาชน กล่าวคือผู้เสนอตัวเป็น สสร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลย โดยไม่ผ่านกลไกการกลั่นกรองโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ “สสร.จัดตั้ง” ที่ได้สิทธิ์เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการฮั้วกัน โดยไม่สนใจคุณสมบัติและความเหมาะสม

ในส่วนร่างของพรรคประชาชนนั้น แม้ สสร.จะมีการปรับให้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่โครงสร้างของสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นอาจถูกผู้หวังขัดขวางกระบวนการ หยิบยกไปยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกยืดเวลาออกไปอีก

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ในการลงมติชั้นรับหลักการในวาระที่ 1 นี้ หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับหลักการทั้งสามร่าง พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน และลดความเสี่ยงที่จะถูกยื่นศาล รธน. ตีความในอนาคต

ชนินทร์ อธิบายถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของการได้มาซึ่ง สสร. ซึ่งอาจจะมองได้ว่า เป็นร่างที่มาเจอกันตรงกลาง เนื่องจากออกแบบให้ สสร. มีจำนวนทั้งหมด 151 คน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1. สสร. ที่ได้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากประชาชนและรัฐสภาจำนวน 100 คน โดยจำนวน สสร. ที่พึงมีในแต่ละจังหวัดจะคำนวณตามสัดส่วนประชากร ทั้งนี้ในขั้นตอนแรกจะเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้เสนอตัวเป็น สสร. ในทุกจังหวัดทั่วประเทศจำนวนสามเท่าของ สสร.ที่พึงมีในแต่ละจังหวัด รวมทั้งประเทศ 300 คน จากนั้น กกต. จะประกาศรับรองรายชื่อ ก่อนจะส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือกต่อไป

ยกตัวอย่าง กทม. อาจจะมี สสร. ได้ 8 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะเลือกผู้เสนอตัวได้ 1 สิทธิ์ 1 คน และเมื่อนับคะแนนเสร็จ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 24 คนแรก กกต.จะรับรองและส่งให้รัฐสภาทำการออกเสียงเลือกอีกครั้ง ซึ่งผู้ที่มีคะแนนเสียงจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ลำดับที่ 1 ถึง 8 ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น สสร. กทม. โดยจะออกเสียงเลือกทีละจังหวัดจนได้ สสร. ครบทั้งหมด

2.สสร. ที่รัฐสภาแต่งตั้งจากการเสนอชื่อของกลุ่มองค์กรวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งหมด 51 คน ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร เสนอ 15 คน (ห้ามเป็น ส.ส.), วุฒิสภา เสนอ 5 คน (ห้ามเป็น ส.ว.), ศาลฎีกา เสนอ 1 คน (ห้ามเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา), ศาลปกครองสูงสุด เสนอ 1 คน (ห้ามเป็นผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ เสนอ 3 คน, ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ เสนอ 2 คน, คณบดีคณะนิติศาสตร์–รัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐ เสนอ 2 คน. สมาคมวิชาชีพด้านกฎหมาย–รัฐศาสตร์–รัฐประศาสนศาสตร์ เสนอ 3 คน, สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่ง เสนอ 2 คน, องค์กรเศรษฐกิจและภาคประชาชนหลัก 8 แห่ง เสนอรวม 8 คน (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย), สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน เสนอ 2 คน, แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ เสนอ 1 คน, องค์กรสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย (NGO) เสนอ 1 คน

“เราเชื่อว่า ภายใต้ข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรงนั้น แนวทางของพรรคเพื่อไทย จะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง ได้ สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้

และหากดีล หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง เราก็คาดหวังว่า การนับหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้จะได้รับความเห็นชอบจาก สว. ด้วย และต้องไม่เปิดช่องเป็น สสร.ฮั้ว หรือ มวยล้มต้มคนเชียร์อย่างที่กังวลกัน”

🎯 จี้รัฐบาลสานต่อ ‘ยุคอิ๊งค์’ เยียวยาน้ำท่วมถ้วนหน้า 9,000 ทุกหลัง เร่งรัดจัดสร้างบังเกอร์ชายแดนอีสาน อย่าปล่อยงบฯ ตก เพียงเพราะเป็นผลงานรัฐบาลก่อน

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เร่งอนุมัติวงเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยรอบล่าสุดจากอิทธิพล ‘พายุบัวลอย’ ในกรอบไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเคยอนุมัติไว้

“ล่าสุดได้เห็นข่าวว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี โสภณ ซารัมย์ จะเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) มีมติให้มีการปรับเงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วม จากเดิมที่มี 3 ระดับ คือ 3,000 บาท 5,000 บาท และ 9,000 บาท ตามมูลค่าความเสียหาย โดยปรับเป็น 9,000 บาททุกกรณี ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 14 ต.ค.นี้

“พรรคเพื่อไทยสนับสนุนอย่างยิ่งครับ ที่จะมีการปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาจากน้ำท่วมนี้ เป็น 9,000 บาทต่อครัวเรือนถ้วนหน้า เท่ากันกับที่เคยอนุมัติในคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลท่านแพทองธาร ชินวัตร ในช่วงเดือน ต.ค. ปี 2567 ที่ผ่านมา เพราะเงินเยียวยานี้ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริง ที่อุปกรณ์การซ่อมแซมบ้านเรือนและค่าครองชีพต่างปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่ารัฐบาลจะดำเนินการเร่งรัดการอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนโดยเร็ว ให้ทันต่อสถานการณ์”

ชนินทร์ ยังกล่าวต่อถึง รายการงบประมาณในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย ได้อนุมัติงบกลางจำนวน 1,700 ล้านบาท สำหรับสร้างหลุมหลบภัย-หอกระจายข่าว และจ่ายเยียวยาผู้ประสบภัยจากการสู้รบที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาว่า

ในส่วนของการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนนี้ จากเดิมที่ถูกชะลอการจ่ายอย่างยาวนานในช่วงสูญญากาศทางการเมืองที่ผ่านมา เวลานี้ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และธนาคารออมสิน ได้แจ้งว่า ได้มีการโอนเงินเยียวยาตามหลักเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 5,000 บาท แล้ว 247,257 ครัวเรือน และยังมีครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ หรือบัญชีมีปัญหา 6,659 ครัวเรือน เรื่องนี้จึงขอให้ทางรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว ให้นายอำเภอในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเร่งประสานอำนวยความสะดวกด้วย อย่าให้ประชาชนต้องรอนานไปกว่านี้

และสุดท้ายในส่วนของงบฯ สำหรับการสร้างบังเกอร์หรือหลุมหลบภัยเพิ่มเติม ที่รัฐบาลที่แล้วอนุมัติไปแล้ว และถือเป็นเรื่องจำเป็นในพื้นที่เสี่ยง ล่าสุดพบว่า ในบางพื้นที่ยังไม่ได้เริ่มต้นดำเนินการใดๆ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งรัดจัดสร้าง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว

“งบนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน การมีบังเกอร์และจุดหลบภัยที่ได้มาตรฐาน คือสิ่งจำเป็นในยามที่ชายแดนมีความไม่แน่นอน พรรคเพื่อไทยจึงขอให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว อย่าปล่อยงบฯ ตก เพียงเพราะเป็นโครงการที่อนุมัติโดยรัฐบาลก่อน และขอให้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพด้วย”

🎯 มั่นใจ ‘หัวใจคนเมืองกาญจน์ยังเป็นสีแดง' ส่ง ‘ณัฐวุฒิ’ นำทีมดาวเด่นลงพื้นที่ทวงเก้าอี้ สส. ล้มคู่แข่งที่ทิ้งพรรคไปสังกัด ‘เครือข่ายสีน้ำเงิน'

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในส่วนของการเลือกตั้งซ่อม สส. เขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดกาญจนบุรี แทนนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ได้ลาออกจากสมาชิกและ สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทินนั้น พรรคเพื่อไทยได้จัดทีม ประกอบด้วย แกนนำ พรรค และ ส.ส. ดาวเด่น อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อดิศร เพียงเกษ, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์, พนม โพธิ์แก้ว, พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และตรีชฎา ศรีธาดา เพื่อลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ช่วยผู้สมัครรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย โดยจะลงพื้นที่พบปะพูดคุยพี่น้องประชาชนในทุกตำบล และปราศรัยย่อยต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง 19 ต.ค. นี้

“ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้สมัคร คือ พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช เบอร์ 2 อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหลานคนเมืองกาญจน์โดยแท้ เติบโตที่เมืองกาญจน์ และเรียนหนังสือที่เมืองกาญจน์ ซึ่งเชื่อว่าท่านชินวัฒน์ จะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้เป็นตัวแทนในฐานะ สส. ของพรรคเพื่อไทย เข้าไปทำงานในสภาฯ เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผลประโยชน์ของพี่น้องเมืองกาญจนบุรี เขต 4 อย่างแข็งขัน

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการส่งเสียงครั้งสำคัญของคนเมืองกาญจนบุรี เขต 4 พิสูจน์ว่าคนกาญจนบุรียังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างมั่นคง ไม่สนับสนุนระบบการเมืองที่ผูกขาดกินรวบ ไม่เห็นด้วยกับขบวนการฮั้ว สว. หรือการฝังรากลึกของกลุ่มเครือข่ายสีน้ำเงินที่กระจายทุกหนแห่ง ทุกองค์กร และจะร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ถ่วงดุลอำนาจ ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาใหม่ และเวทีนี้พรรคเพื่อไทยจะสู้อย่างเต็มที่แน่นอน จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเมืองกาญจนบุรี เขต 4 ออกมาใช้สิทธิ์กันให้มากและออกมาร่วมแสดงพลังผ่านการเลือกตั้งซ่อมในวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค.นี้ไปด้วยกัน”

#ติดเทรนด์ #ป้ายยากับlemon8 #lemon8ไดอารี่ #การเมือง

2025/10/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 14 - 15 ต.ค.นี้ ถือเป็นวาระสำคัญที่สะท้อนความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันกระบวนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ใหม่ที่มีความยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากแนวทางที่อาจเกิดขึ้นตามร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด “สสร.จัดตั้ง” ที่ผู้เสนอตัวเข้าไปได้โดยตรงจากรัฐสภาโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากประชาชนโดยตรง จุดเด่นของร่างเพื่อไทยนั้นคือการผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งทางอ้อมและการแต่งตั้งจากองค์กรวิชาชีพมากกว่า 50 คน เพื่อลดโอกาสการฮั้วกันและการผูกขาดอำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยขั้นตอนแรกประชาชนทั่วประเทศจะได้ลงคะแนนเลือกผู้เสนอตัวเป็น สสร.ในแต่ละจังหวัดสามเท่าของจำนวนที่จะได้ เพื่อให้มีตัวเลือกที่หลากหลายที่สุด นับเป็นวิธีที่เปิดกว้างและให้ประชาชนมีอำนาจในการมีส่วนร่วมขั้นต้นอย่างชัดเจน ร่างนี้ยังได้ออกแบบให้การแบ่งโควต้า สสร. ตามจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมและความเป็นตัวแทนประชาชนอย่างเหมาะสม อีกทั้งการที่มีองค์กรอิสระอย่าง กกต.มาควบคุมดูแลช่วยรับรองรายชื่อผู้สมัคร ก็เป็นการสร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในกระบวนการนี้ ในส่วนการแต่งตั้ง สสร.จากองค์กรวิชาชีพ ก็ครอบคลุมหลายภาคส่วน ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ศาลฎีกา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ รวมถึงองค์กรภาคประชาชนและ NGO ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังแสดงความห่วงใยและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติเงินเยียวยาน้ำท่วมจากผลกระทบพายุบัวลอยด้วยหลักเกณฑ์ 9,000 บาทต่อครัวเรือนถ้วนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานและความเป็นจริงของค่าครองชีพในปัจจุบัน การเยียวยาแบบถ้วนหน้าจะช่วยให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เรื่องความมั่นคงชายแดนก็เป็นอีกประเด็นที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการสร้างบังเกอร์หรือหลุมหลบภัยในพื้นที่เสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้งบประมาณตกหล่นเพียงเพราะเป็นโครงการรัฐบาลก่อน เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ สำหรับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่ายังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างเหนียวแน่น ด้วยการส่งผู้สมัครที่เป็นลูกหลานท้องถิ่นอย่าง พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช ที่มีประวัติและความสัมพันธ์กับคนเมืองกาญจนบุรีอย่างดี พร้อมดึงแกนนำพรรคลงพื้นที่หาเสียงเพื่อทวงเก้าอี้คืนจากฝ่ายตรงข้าม โดยหวังให้เป็นเสียงสะท้อนสำคัญของประชาชนที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยที่จะสร้างระบบการเมืองที่เปิดกว้าง มีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น และลดความเสี่ยงการเมืองที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจใดกลุ่มอำนาจหนึ่ง เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับและเป็นฐานรากสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน