จบที่ไหนก็เหมือนกัน…จริงหรือ?
มีคนมา comment ในโพสต์เราว่า
“จบที่ไหนก็เหมือนกัน จบมหาวิทยาลัยเปิดยังต่อ Yale ได้เลย”
จริงค่ะ
สำหรับวิชาชีพกฎหมาย ถ้าสอบผ่านตามเงื่อนไข ก็สามารถเข้าสู่วิชาชีพได้ ไม่ว่าจะจบจากที่ไหน
แต่พอทำงานมายี่สิบกว่าปี สิ่งที่มีค่าที่สุดกลับไม่ใช่ชื่อมหาวิทยาลัย
สิ่งที่เปลี่ยนวิธีคิดของเรามากที่สุด คือคำพูดของอาจารย์ที่ Georgetown ซึ่งสอนว่า
“กฎหมายหลักทรัพย์เป็นกฎหมายของ practitioner”
อาจารย์ที่มาสอนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานอยู่ที่เดียว หลายคนเคยผ่านทั้งหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทกฎหมาย และสถาบันการเงิน เพราะกฎหมายแขนงนี้ต้องเรียนรู้จากการลงมือทำในหลายบทบาท
ตอนนั้นอาจารย์บอกว่า อย่ายึดติดกับการทำงานที่เดียว ถ้ามีโอกาสก็ควรเรียนรู้จากมุมมองของแต่ละองค์กร
พอมองย้อนกลับไป เราถึงเข้าใจว่าตลอดเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎเกณฑ์ การให้คำปรึกษากฎหมาย การทำธุรกรรมตลาดทุน หรือการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน ล้วนเป็นการเรียนรู้กฎหมายหลักทรัพย์ในคนละมิติ
ทุกประสบการณ์ต่อยอดกันหมด
วันนี้เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าความสำเร็จเกิดจากการ “จบที่ไหน”
แต่เกิดจากการไม่หยุดเรียนรู้ต่างหาก
ในยุค AI ความรู้ที่เรียนมาอาจล้าสมัยได้เร็ว แต่คนที่ยังเรียนรู้ ปรับตัว และเปิดรับประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ จะยังมีคุณค่าเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้เราอยู่รอด ไม่ใช่ชื่อมหาวิทยาลัย แต่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำงานในสายกฎหมายมาหลายปี ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า "จบที่ไหนก็เหมือนกัน" ในแง่ของการเข้าสู่สายอาชีพโดยตรง เพราะกฎหมายเป็นสาขาที่ต้องผ่านการสอบและอบรมตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือโอกาสและประสบการณ์ที่ได้รับหลังจากออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ความรู้ในตำราและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยอาจเป็นประตูเปิดเข้าหางานดี ๆ แต่ถ้าหยุดอยู่กับที่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะยุค AI ที่เครื่องมือและกฎหมายวิธีการเปลี่ยนไปทุกวัน จะทำให้คนตกยุคได้ง่าย คำพูดของอาจารย์จาก Georgetown ที่บอกว่า "กฎหมายหลักทรัพย์เป็นกฎหมายของ practitioner" สะท้อนถึงความจริงที่ว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่เพียงการท่องจำหรือจบมาเท่านั้น ในสายงานผมเอง ได้เข้าสัมผัสการทำงานทั้งในหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทกฎหมาย และสถาบันการเงิน พบว่าทุกประสบการณ์ช่วยเพิ่มมุมมอง และเสริมสร้างความรู้ในแต่ละมิติให้ลึกซึ้งขึ้น การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงพร้อมปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากรอพึ่งพาชื่อเสียงหรือความรู้ที่ได้มาแค่ช่วงมหาวิทยาลัย อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกการทำงานที่ไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นไม่ว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยไหน สิ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในอาชีพกฎหมายอย่างยั่งยืน คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต การลงมือทำ และการเปิดรับประสบการณ์ใหม่เสมอมา
