Automatically translated.View original post

📌Book review "The Ferrari Monk and the Meaning of Life"✨

Book review "The Ferrari Monk and the Meaning of Life"

This 💛 begins with the story of a lawyer who was the most successful but burned out in his life, who decided to throw everything away to seek true meaning in India and share his life with his colleagues.

The 💚 content in the book talks about conscious lifestyle ✨ techniques, such as mental training, concentration, time management, goal clarity, listening to the voice of one's heart, and letting go of unnecessary things, through easy-to-understand language and encouraging a serious revisit of oneself. ✅

Very recommended. Anyone who has finished reading or which book is recommended. Let's talk. ✨🙏

# Trending # Drug sign with lemon8 # Philosophical books # Review # Book review

2025/8/1 Edited to

... Read moreถ้าใครกำลังลังเลว่าควรอ่าน “พระเฟอร์รารี่และความหมายของชีวิต” (The Monk Who Sold His Ferrari) ไหม ขอเล่ามุมที่เราชอบแบบคนอ่านจริงๆ เพิ่มเติมค่ะ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มาแนวธรรมะจ๋า แต่เป็นนิยายกึ่งเล่าเรื่องที่ค่อยๆ พาเราไปคิดเรื่อง “ชีวิตที่สำเร็จแต่ไม่สุข” ผ่านตัวละครทนายที่ทำงานหนักจนหมดไฟ แล้วเลือกหยุดเพื่อไปหาคำตอบใหม่ๆ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเล่มนี้เด่นคือเขาเอาหลักคิดเรื่องการใช้ชีวิตแบบมีสติ (mindfulness) มาทำให้จับต้องได้ ไม่ได้บอกแค่ว่า “ทำสมาธินะ” แต่โยงกับชีวิตประจำวัน เช่น การควบคุมจิตใจไม่ให้ฟุ้ง การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ และการไม่เป็นนักโทษของอดีต ประโยคหลายช่วงอ่านแล้วเหมือนโดนเตือนว่าเราเอาพลังไปเสียกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เยอะเกินไป อีกอย่างที่เราชอบคือ “7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล” ที่ถูกพูดถึงบนปก มันทำหน้าที่เหมือนเช็กลิสต์ให้เรากลับมาทบทวนตัวเองว่า ตอนนี้เราขาดข้อไหน เช่น - เรื่องความชัดเจนของเป้าหมาย: อ่านแล้วเราลองเขียนเป้าหมาย 3 เดือนแบบสั้นๆ (ไม่ต้องใหญ่) แล้วแปะไว้หน้โต๊ะ ทำให้การจัดการเวลาง่ายขึ้นจริง - เรื่องวินัยและการฝึกจิต: เราเริ่มจากนั่งเงียบๆ วันละ 5 นาที ก่อนเพิ่มเป็น 10 นาที ช่วงแรกยากเพราะใจวิ่งมาก แต่พอทำต่อเนื่องจะสังเกตได้ว่า “เราคุมการตอบสนอง” เก่งขึ้น - เรื่องสนุกกับกระบวนการ: เล่มนี้ย้ำว่าอย่าเอาความสุขไปผูกกับปลายทางอย่างเดียว เราเลยลองเปลี่ยนมุมมองกับงานที่ทำ ให้โฟกัส “ทำวันนี้ให้ดี” มากกว่า “ต้องสำเร็จเร็วๆ” ส่วนทริคเล็กๆ ที่เราใช้ตอนอ่านเล่มนี้ให้ได้ประโยชน์คือคั่นหน้าด้วยโพสต์อิท/ไฮไลต์ประโยคที่โดนใจ แล้วจดโน้ตสั้นๆ ว่า “เอาไปใช้กับชีวิตยังไง” เช่น ถ้าข้อความพูดเรื่องปล่อยวาง เราจะเขียนต่อว่า “ปล่อยวาง = เลิกเช็กมือถือก่อนนอน 30 นาที” มันช่วยให้หนังสือไม่จบแค่ความรู้สึกดีตอนอ่าน แต่ต่อยอดเป็นพฤติกรรมได้จริง เหมาะกับใคร? เราว่าเหมาะมากกับคนที่เริ่มเหนื่อยล้า หลงทางในชีวิต ทำงานหนักจนไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร หรืออยากได้แรงบันดาลใจแบบอ่านเพลินๆ แต่มีแก่นเรื่องความหมายของชีวิต ถ้าใครอ่านจบแล้ว ได้ข้อไหนจาก 7 หลักการมากที่สุด มาคุยกันได้นะคะ