เปิดเหตุผลที่ทรัมป์ยอมเสียระบบ เพื่อขึ้นภาษี

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้ออกมาวิเคราะห์ว่า "รายได้จากภาษีจำนวนมหาศาล" คือสาเหตุที่ทรัมป์ต้องขึ้นภาษีประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้จะต้องทำลายภาพลักษณ์และระบบที่สหรัฐฯ สร้างมากับมือ โดยมีเนื้อดังนี้

หลายคนคงมีคำถามว่า ทำไม President Trump ถึงฝังใจเรื่อง Tariffs ต้องพยายามเก็บให้ได้ ทำไมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำด้าน Free Trade จึงลุกขึ้นมาเรียกเก็บภาษีกับทุกคน ทำลายภาพลักษณ์ ทำลายระบบที่ตนเองสร้างกับมือ ไม่สนใจคำพูดใครที่ทักท้วง เอาแต่ใจเรื่องนี้

คำตอบอยู่ในภาพด้านล่าง "จำนวนเงินรายได้ที่สหรัฐเก็บจากภาษีนำเข้า" ในแต่ละเดือน เพิ่มจาก 7–8 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก้าวกระโดดขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน

ถ้าเทียบทั้งปี ก็จะประมาณ 3.6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 12 ล้านล้านบาทต่อปี!!! เท่ากับงบประมาณรัฐบาลไทย 3 ปีกว่าๆ ไม่น่าแปลกใจที่ President Trump พูดยิ้มๆ เสมอว่า กำลังมีเงินไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาลสหรัฐ

ทุกคนคงไม่เข้าใจว่า "เป็นจำนวนมาก" “Tremendous Amount” โดยตัวเลข 3.6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีนี้ คำนวณจากอัตราเดิมที่หลายๆ ประเทศจ่าย 10% ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา

แต่ถ้าใช้อัตราใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม บวกกับ Transshipments Tariffs ที่ 40% เงินที่รัฐบาลสหรัฐจะเก็บได้ ก็คงเพิ่มขึ้นไปที่ประมาณ 4.5–5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 16.5 ล้านล้านบาทต่อปี

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมท่านประธานาธิบดี Trump ต้องเอาให้ได้ และจะมี Tariffs อย่างอื่นตามมาอีกพอสมควร พูดง่ายๆ ห้ามตายใจ ที่จบไป ก็เพียงแค่ยกแรก ผลการชก สหรัฐ KO ทุกคน

#TheStructure

#TheStructureNews

#ทรัมป์ #ภาษีทรัมป์ #กอบศักดิ์ภูตระกูล

2025/8/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการขึ้นภาษีหรือ Tariffs ที่สหรัฐฯ เริ่มดำเนินการภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ นับเป็นกลยุทธ์ที่อาจดูขัดกับแนวทางของการค้าเสรี (Free Trade) ที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำและส่งเสริมมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่จากมุมมองทางเศรษฐกิจ การเพิ่มภาษีนำเข้าได้กลายเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่ารายได้จากภาษีที่เก็บจากสินค้านำเข้าในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 7–8 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือนในอดีต มาเป็นประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในเดือนกรกฎาคม การขึ้นภาษีครั้งนี้ดึงดูดรายได้ที่สูงมากถึง 3.6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 12 ล้านล้านบาท) โดยอาศัยอัตราภาษีเดิมที่ร้อยละ 10 ซึ่งหากรวมกับอัตราภาษีใหม่ที่มีการเพิ่มขึ้นและสินค้านำเข้าที่ถูกคุมเข้มด้วย Transshipments Tariffs ที่สูงถึงร้อยละ 40 ก็อาจทำให้รายได้สูงขึ้นเป็นระหว่าง 4.5 ถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี (16.5 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว รายได้จากภาษีนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะตัวเลขนี้หากเทียบเท่ากับงบประมาณของรัฐบาลไทยถึง 3 ปีครึ่ง ซึ่งสะท้อนว่าการขึ้นภาษีนำเข้าไม่ได้เพียงแค่เป็นมาตรการทางการค้าหรือทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ใช้เพิ่มรายได้ของรัฐบาลเพื่อชดเชยงบประมาณหรือใช้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีและการรักษานโยบายนี้ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เพราะขัดแย้งกับแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีและมีผลกระทบเชิงลบต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงไทยที่อยู่ในฐานะประเทศคู่ค้า แต่สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ผลประโยชน์ทางการคลังที่ได้จากภาษีนำเข้านี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทรัมป์ยอมเสียภาพลักษณ์และระบบที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ ดังนั้น ในอนาคตจึงเป็นไปได้ว่ามาตรการภาษีใหม่ ๆ หรือ Tariffs ในรูปแบบอื่น ๆ อาจตามมาอีกในหลายด้านเพื่อรักษารายได้มหาศาลนี้ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าระหว่างประเทศในยุคหลังทรัมป์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและมีแผนรับมือกับความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายภาษีระหว่างประเทศอย่างรัดกุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองในเวทีโลก