ส่งโอมานกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยแพร่บทวิเคราะห์ กรณีศึกษาโอมานกับการสร้างโมเดลความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางวิกฤตโลก ปี 2568

ในปี 2568 ที่โลกเผชิญวิกฤตอาหารจากสงคราม ภูมิอากาศ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน รัฐสุลต่านโอมานกลับสร้างความประหลาดใจด้วยการเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านนโยบายผสมผสานระหว่างการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศและการนำเข้าอย่างมีกลยุทธ์ แม้จะเป็นประเทศทะเลทรายที่มีข้อจำกัดด้านน้ำและพื้นที่เกษตร โอมานยังสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคืออุตสาหกรรมนม โดยโรงงาน Modern Dairy Factory ในเขต Rusayl เพิ่มรายได้ถึง 142% ในครึ่งปีแรกของ 2568 ด้วยการใช้เทคโนโลยี UHT และระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ ขณะที่โครงการเกษตรแนวตั้งและโรงเรือนอัจฉริยะในเขต Al Batinah และ Dhofar ผลิตผักสดได้ถึง 15,000 ตันต่อปี ลดการนำเข้าลง 25% นอกจากนี้ โอมานยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถกำจัดไขมันทรานส์เทียมออกจากห่วงโซ่อาหารได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม โอมานยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญ เช่น การนำเข้าข้าวสาลีถึง 92% ข้าว 85% และเนื้อสัตว์ 70% รวมถึงปัญหาน้ำจืดที่มีเพียง 125 ลบ.ม./คน/ปี ต่ำกว่าค่ามาตรฐานของ UN แม้จะมีโครงการกลั่นน้ำทะเลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ต้นทุนยังสูงถึง 4 ดอลลาร์/ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในยูเครนและปัญหาการขนส่งในทะเลแดงยังส่งผลให้ราคาอาหารนำเข้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–20%

โอมานจึงวางแผนเพิ่มผลผลิตภายในประเทศให้ครอบคลุมความต้องการภายในปี 2573 เช่น ผลิตนมให้ได้ 80% ผักสด 60% และปลาทะเลจากระบบปิด 50% พร้อมปรับกลยุทธ์นำเข้า เช่น ทำสัญญาระยะยาวกับ 5 ประเทศคู่ค้า สร้างคลังอาหารยุทธศาสตร์ และใช้ AI พยากรณ์ผลผลิต

สำหรับไทย โอมานถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญในตะวันออกกลาง โดยในครึ่งปีแรก 2568 การส่งออกไทยไปโอมานอยู่ที่ 222.12 ล้านดอลลาร์ (+17.62%) สินค้าหลัก ได้แก่ ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูป ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากโอมานอยู่ที่ 536.55 ล้านดอลลาร์ (+0.26%) เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป และปุ๋ย

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ดูไบ ระบุว่า แม้โอมานพยายามผลิตอาหารเอง แต่สินค้าเกษตรและอาหารจากไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสทองที่ผู้ส่งออกไทยควรเร่งคว้าส่วนแบ่งตลาด พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารระหว่างสองประเทศ

#TheStructure

#TheStructureNews

#DITP #ดูไบ #การค้าระหว่างประเทศ

2025/8/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมโอมานเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของประเทศที่แม้จะเผชิญข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พื้นที่เกษตรจำกัดและน้ำจืดต่ำกว่ามาตรฐาน แต่สามารถพัฒนาโมเดลความมั่นคงทางอาหารที่สอดคล้องกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ สงคราม และปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก สำหรับการแก้ไขปัญหา โอมานใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และวิธีการเกษตรแนวตั้งร่วมกับการสร้างโรงเรือนอัจฉริยะที่สามารถผลิตผักสดได้มากถึง 15,000 ตันต่อปี ช่วยลดการนำเข้าอาหารสดลง 25% และประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมนมโดยใช้เทคโนโลยี UHT และระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ เพิ่มรายได้โรงงาน Modern Dairy Factory ถึง 142% ในครึ่งปีแรกของปี 2568 ข้อจำกัดที่น่าสนใจคือโอมานยังพึ่งพาการนำเข้าข้าวสาลี ข้าว และเนื้อสัตว์ในสัดส่วนสูงมาก การจัดการน้ำจืดซึ่งมีเพียง 125 ลบ.ม./คน/ปี ต่ำกว่ามาตรฐานของสหประชาชาติ ยังเป็นความท้าทายสำคัญ แม้จะมีโครงการกลั่นน้ำทะเลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แต่ต้นทุนสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อลบ.ม. นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนและปัญหาการขนส่งในทะเลแดงยังส่งผลกระทบต่อราคาสินค้านำเข้าโดยรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% โอมานมีแผนสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าพัฒนาการผลิตภายในปี 2573 ให้ผลิตนมครอบคลุม 80%, ผักสด 60% และผลผลิตปลาทะเลจากระบบปิด 50% ร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพยากรณ์ผลผลิตเพื่อวางแผนและติดตามสถานการณ์อย่างแม่นยำ สำหรับประเทศไทย โอมานเป็นคู่ค้ารายสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง การส่งออกจากไทยไปยังโอมานเพิ่มขึ้น 17.62% ในครึ่งปีแรก 2568 โดยสินค้าหลัก ได้แก่ ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูป ในขณะที่การนำเข้าจากโอมานเช่นก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป และปุ๋ย มีการเติบโตเล็กน้อยโอกาสทางการค้ายังคงเปิดกว้าง สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ดูไบ แนะนำให้ผู้ส่งออกไทยใช้ประโยชน์จากความนิยมของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโอมาน และส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารระหว่างสองประเทศเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่อนาคต