ครั้งแรกของสหรัฐ ทรัมป์ประกาศปลดผู้ว่าการแบงค์ชาติ

ด่วน! ทรัมป์ประกาศว่าจะปลด ลิซ่า คุก (Lisa Cook) ซึ่งเป็นบอร์ด/ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED โดยใช้ข้ออ้างจากกรณีคุกแจ้งว่ามีบ้านสองหลัง ในรัฐมิชิแกนและจอร์เจีย โดยทั้งสองแห่งเป็นที่อยู่อาศัยหลักของเธอ

เนื่องจากตามกฎหมายสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหลังที่สองหรือบ้านเพื่อปล่อยเช่ามักจะสูงกว่า ทรัมป์จึงใช้ประเด็นนี้มากล่าวหาว่า การแจ้งข้อมูลดังกล่าวเป็นความพยายามในการหลบเลี่ยงภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยของคุก

การประกาศปลดผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ถือเป็นการดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นการยกระดับความพยายามของทรัมป์ในการควบคุมองค์กรที่มีความเป็นอิสระจากรัฐบาลและฝ่ายการเมือง

การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ในระดับศาลสูงของสหรัฐฯ และอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน รวมถึงอาจดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

นักวิชาการด้านกฎหมายชี้ว่า ข้อกล่าวหานี้น่าจะเป็นเพียง "ข้ออ้าง" เพื่อเปิดทางให้ทรัมป์มีโอกาสในการแต่งตั้งบุคคลที่เขาสั่งการได้ ให้เข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการทั้ง 7 คนของ FED เพื่อผลักดันเป้าหมายในการลดอัตราดอกเบี้ย

ผู้ว่าการ FED มีสิทธิ์ออกเสียงในเรื่องการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยและการกำกับดูแลทางการเงิน

แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีและผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และมาจากโควต้าของฝ่ายการเมืองในแต่ละยุค แต่ก็ไม่เหมือนกับรัฐมนตรีที่ประธานาธิบดีสามารถใช้ดุลยพินิจในการสั่งปลดได้ โดยตำแหน่งใน FED ของพวกเขามีวาระดำรงตำแหน่ง 14 ปี และมีการจัดสลับวาระเพื่อป้องกันอิทธิพลทางการเมือง

ทั้งนี้ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามปลดผู้ว่าการ FED มาก่อน ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทั้งสองพรรคต่างเคารพความเป็นอิสระของเฟด แม้อดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และลินดอน จอห์นสัน จะเคยกดดันเฟดอย่างหนักในสมัยของตน แต่ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการลับหลัง

#TheStructure

#TheStructureNews

#ธนาคารกลางสหรัฐ #FED #ทรัมป์

2025/8/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการประกาศปลดผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) โดยประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับองค์กรที่ถูกออกแบบให้มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศ การตัดสินใจนี้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อความเสถียรของตลาดการเงิน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามความกังวลของนักลงทุน ในมิติของกฎหมาย การปลดผู้ว่าการ FED ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากตำแหน่งนี้ได้รับการคุ้มครองจากวาระการดำรงตำแหน่ง 14 ปีเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง นั่นทำให้การเคลื่อนไหวของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการใช้ "ข้ออ้าง" เรื่องการแจ้งที่อยู่อาศัยสองหลังเพื่อพยายามควบคุมคณะกรรมการ FED ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งนี้ การที่ FED สามารถปรับนโยบายดอกเบี้ยได้นั้นมีผลโดยตรงกับการลงทุน การจ้างงาน และความสามารถในการกู้ยืมของภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป การแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองอาจทำให้นโยบายเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดจนเกิดความไม่แน่นอนในตลาด ส่งผลให้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักเคารพความเป็นอิสระของ FED อย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะมีความพยายามกดดันแบบลับ ๆ ในยุคของริชาร์ด นิกสัน และลินดอน จอห์นสัน แต่ก็ไม่เคยมีการปลดผู้ว่าการเป็นทางการมาก่อนครั้งนี้ นอกจากนั้น ความพยายามดังกล่าวยังอาจก่อให้เกิดการฟ้องร้องกันในศาลสูงสุด และสร้างความผันผวนต่อสภาพคล่องทางการเงินในช่วงเวลาที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ การประกาศปลดผู้ว่าการ FED ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องภายในประเทศสหรัฐฯ เท่านั้น แต่มีผลกระทบเชิงระบบต่อเศรษฐกิจโลก ที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าการเคลื่อนไหวนี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในตลาดการเงินและอัตราดอกเบี้ยในอนาคต