Automatically translated.View original post

Syria exports oil for first time in 14 years

Syria exported 600,000 barrels of heavy Crude Oil from the port of Tartus on Monday (Sept. 1), marking its first official crude export in more than 14 years, according to Reuters, with the oil being sold to B Serve Energy.

In 2010, before protests against the Bashar al-Assad government escalated into a protracted war lasting nearly 14 years, Syria used to export an average of 380,000 barrels of oil a day, but the ensuing conflict did heavy damage to the country's economy and infrastructure, including the crude oil production sector.

Following a change of government late last year, the U.S. issued an order lifting sanctions in June, resulting in American companies beginning plans to restore energy exploration and production in Syria.

Most recently, the Syrian government signed an $800 million (2.58 billion) Memorandum of Understanding (MOU) with DP World to develop and run a multi-purpose port at Tartus after terminating the contract with the original operator from Russia.

($1 = 32.29)

# TheStructure

# TheStructureNews

# Oil # Syria

2025/9/2 Edited to

... Read moreหลายคนอาจเห็นคำค้นอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” โผล่มาพร้อมข่าวตะวันออกกลาง แล้วสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับ “ซีเรียส่งออกน้ำมันครั้งแรกในรอบ 14 ปี” บอกเลยว่ามันเชื่อมกันทางอ้อมผ่าน “ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมัน” และ “เส้นทางเดินเรือ” ค่ะ สิ่งที่น่าสนใจของข่าวนี้คือ ซีเรียส่งออก “น้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude Oil)” 600,000 บาร์เรลจากท่าเรือตาร์ตุส ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ภาพรวมมันเหมือนเป็นสัญญาณว่า หลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสหรัฐฯ ผ่อนคลาย/ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ธุรกิจพลังงานเริ่ม “ขยับตัว” ได้จริง ไม่ใช่แค่ข่าวบนกระดาษ ทำไมคนถึงโยงไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ? เพราะฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกน้ำมัน ถ้าเกิดความตึงเครียดหรือการปิดกั้นทางเดินเรือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกมักผันผวนทันที พอมีข่าวประเทศใดประเทศหนึ่งกลับมาส่งออกได้ (อย่างซีเรีย) คนก็จะจับตาว่า “อุปทานเพิ่มได้แค่ไหน” จะช่วยลดแรงกดดันราคาหรือชดเชยความเสี่ยงจากเส้นทางอื่นได้หรือเปล่า แต่ในมุมที่อ่านแล้วอยากชวนสังเกตเพิ่ม: 1) ปริมาณ 600,000 บาร์เรลเป็นล็อตแรกเชิงสัญลักษณ์มากกว่า “เปลี่ยนเกม” เพราะเมื่อเทียบกับยุคก่อนสงครามที่เคยส่งออกเฉลี่ยวันละราว 380,000 บาร์เรล ยังห่างพอสมควร 2) การฟื้นตัวจริงจะขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งแหล่งผลิต ท่อส่ง โรงกลั่น และความปลอดภัยในพื้นที่ 3) ดีล MOU กับ DP World เพื่อพัฒนา/บริหารท่าเรือตาร์ตุส ก็เป็นอีกตัวชี้ว่าเขาพยายามทำให้ “โลจิสติกส์ส่งออก” กลับมาเป็นระบบ ถ้าติดตามประเด็นนี้แบบคนทั่วไปที่อยากเข้าใจเร็ว ๆ เราแนะนำให้ดู 3 อย่างเวลาเจอข่าวแนวนี้: ปริมาณส่งออก (ตัวเลขบาร์เรล), เส้นทาง/ท่าเรือที่ใช้ (อย่างตาร์ตุส), และบริบทนโยบายคว่ำบาตร (ยกเลิกเมื่อไร ใครกลับเข้าไปลงทุน) เพราะสามอย่างนี้เป็นตัวกำหนดว่า “ข่าวดี” จะไปต่อเป็น “แนวโน้มจริง” ได้แค่ไหนค่ะ