กัมพูชาเดือด กรณีไทยขับไล่คนเขมรออกจากบ้านหนองจาน
สืบเนื่องจากกรณีที่มีการขอให้ราษฎรกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นเขตแดนของราชอาณาจักรไทย
ล่าสุดรัฐบาลกัมพูชา โดยนายอม เรียเตรย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แสดงความกังวลต่อการดำเนินการดังกล่าว โดยระบุว่าอาจเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU43 ว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทย–กัมพูชา
ฝ่ายกัมพูชาเสนอให้ใช้กลไกคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นช่องทางหลักในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของความร่วมมือทวิภาคีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จังหวัดสระแก้วได้ดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศ 3 ภาษา—ไทย กัมพูชา และอังกฤษ—บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อแจ้งให้ชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ราชอาณาจักรไทยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกโดยทันที
โดยข้อความในประกาศระบุว่า การถือครองและอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายไทย ตามแผนที่แนบท้ายกรอบสีฟ้า หากเพิกเฉ ยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1. พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 และ 81: โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
2. พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 และ 72 ตรี: โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากรุกพื้นที่เกิน 25 ไร่ โทษจำคุกตั้งแต่ 2–15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000–100,000 บาท
เรื่องความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วนั้น เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศ กรณีนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้แสดงความกังวลว่าการขับไล่ราษฎรเขมรออกจากพื้นที่ อาจเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU43 ที่ว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดข้อพิพาทและความไม่พอใจในระดับรัฐบาล ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาเสนอให้ใช้กลไกคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นช่องทางหลักในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของความร่วมมือทวิภาคีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไทยได้ติดตั้งป้ายประกาศคำเตือน 3 ภาษา บริเวณพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท เพื่อแจ้งว่าการถือครองและอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายไทย และหากเพิกเฉยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับเงินตามความร้ายแรงของการบุกรุก นโยบายนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยในการรักษาอาณาเขตของประเทศอย่างเข้มงวด การจัดการปัญหาพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบและร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งที่อาจบานปลายเป็นปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค กลไกความร่วมมือทวิภาคี เช่น คณะกรรมการเขตแดนทั่วไปและคณะกรรมการเขตแดนร่วม จะช่วยให้การเจรจาและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม ทั้งนี้ การสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตึงเครียดในระดับชุมชน สุดท้าย ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในการจัดการข้อพิพาทเขตแดนนี้จะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อยและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต เป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธีตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ละเมิดแค่นี้เขาจะยกเลิกอยู่ข้าง😂😂😂