ระวังละครเขมร ใช้ประชาชนเป็นโล่-วิ่งฟ้องชาวโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้เกม “โปรดักชัน” เขมรใช้ ประชาชนเป็นโล่ ดันปมชายแดนสู่เวทีโลก แนะฝ่ายไทยต้องหยุดเดินตามบทที่เขียนโดยคนอื่น

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ อดีตประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี ประเมินว่า สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้วสะท้อน “สองชั้น” ของข้อพิพาทชายแดนที่ซ้อนทับกัน คือ (1) ความมั่นคง–อธิปไตย (ภาคแรกใช้กำลังปะทะไปแล้ว) และ (2) พื้นที่ทำกิน–ปัญหาปากท้อง (ภาคสองที่กำลังปะทุ)

การอพยพ–จัดระเบียบต้องทำ “ตอนนี้” ก่อนเข้าสู่การเจรจา JBC มิเช่นนั้นไทยจะถูกตั้งคำถามว่าปล่อยให้รุกอยู่ทำไม แม้มีการสู้รบ

ดร.ปณิธาน ชี้กัมพูชากำลังเล่น “การละคร/โปรดักชัน” ใช้มวลชนเป็น “โล่มนุษย์” ขับเคลื่อนสงครามแนวผสม กดดันไทยบนเวทีนานาชาติ เอกสารร้องเรียนถูกเตรียมล่วงหน้า เคลื่อนเร็ว และ “เข้าทาง” ชาติมหาอำนาจที่อยากเข้ามามีบทบาท หากไทยอ่อนจุดนี้ “จะเสียท่า” แม้ยังโชคดีที่มีผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวและสัญญาณจากมาเลเซียช่วยยืนยันข้อเท็จจริงบางส่วน

ดร.ปณิธาน ยังระบุว่าไทยยัง “แพ้เชิงยุทธศาสตร์” เพราะปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามชี้นำเกม โดยไทยสามารถแก้ด้วย 3 แนวทางหลัก

1. ยุทธศาสตร์เชิงรุก: หยุดวาระ JBC ชั่วคราวช่วงรัฐบาลรักษาการ/ยังไม่มีอำนาจเต็ม จากนั้นเมื่อรัฐบาลเข้าที่ให้นายกฯ ลงคุยตรง ตั้งชุดข้อเสนอ “ถอนกำลัง–กู้ทุ่นระเบิด–รับคนข้ามแดนกลับ” แลก “เปิดด่าน” เพื่อคลี่คลายแรงกดดันระยะสั้น

2. ทีมเดียว: เลิกทำงานแบบ “ไซโล” เศรษฐกิจ–ต่างประเทศ–ความมั่นคงต้องบูรณาการ นายกฯ ควรคุมเอง เดินเกมหลายกระดานพร้อมกัน

3. สื่อสารละเอียด: นายกฯ ต้องตอบให้ชัดในประเด็นเทคนิค (เช่น รั้วชายแดน–เส้นน้ำธรรมชาติ) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งใน–นอกประเทศ

ด้านภาคสนาม ดร.ปณิธานไม่แนะนำให้สร้าง “กำแพงใหญ่” แบบเมืองจีนหรือสหรัฐ–เม็กซิโก เพราะแพงและเลี่ยงได้ แต่เสนอ “แนวป้องกันหลายชั้น” ได้แก่ รั้วกึ่งถาวร โดรนลาดตระเวน อาสาชุมชน ปิดจุดผ่อนปรนบางช่วง บังคับใช้ช่องทางปกติ และ “ห้าม” ขยายชุมชน/บ่อน/ฐานกำลังข้ามแดน พร้อมเส้นตายการเจรจา หากไม่ถอยให้เดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย

ส่วน MOU 43/44 ดร.ปณิธานอธิบายว่า การนำเอกสารขึ้นทะเบียนที่สหประชาชาติเป็นขั้นตอน “ปกติ” เพื่อให้ไทยมีฐานต่อสู้ในเวทีพหุภาคี สถานะเชิงกฎหมายของ MOU ผูกพันกันมาตั้งแต่แรกในทางปฏิบัติ จึงไม่ควรติดกับคำว่า “ยกเลิก–ไม่ยกเลิก” แต่ให้ “ปรับปรุง–แนบท้าย” รักษาส่วนที่ไทยได้เปรียบ ตัดส่วนที่เสียเปรียบ และเตรียมกรอบใหม่รองรับทันทีหากจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ

ดร.ปณิธานประเมินสถานการณ์ตอนนี้เป็น “สงครามขนาดเล็กจำกัด” ภายใต้หยุดยิงชั่วคราว การใช้กำลังต้องมีคำสั่งชัดจาก “นายกรัฐมนตรี–รัฐมนตรีกลาโหม” พร้อมกัน ขณะที่มิติ “ปากท้อง” ต้องผลักดันให้กัมพูชาเปิดพื้นที่เยียวยาฝั่งตน เพื่อลดแรงจูงใจล้ำแดน และถอดฉนวนความร้อนแรง

รากปัญหาอีกชั้นคือ “ความอะลุ่มอล่วยยืดเยื้อ” ฝั่งไทยในอดีต ทำให้ชุมชนงอกขยายในติ่งพื้นที่พิพาทจนแก้ยาก ดร.ปณิธานย้ำว่าช่วงรอยต่ออำนาจนี้คือ “จังหวะดีที่สุด” ที่ต้องเร่งจัดการอย่างเป็นระบบ เพราะอีกฝ่ายเตรียมการมานาน มีเครือข่ายต่างประเทศพร้อม และจะกดปุ่มซ้ำเป็นระลอก หากไทยยังส่งสัญญาณอ่อนแอและแตกเป็นแท่ง

สุดท้าย ดร.ปณิธาน เน้นย้ำว่าฝ่ายไทยต้องหยุดเดินตามบทที่เขียนโดยคนอื่น แต่พลิกบทให้ไทยเป็น “ผู้นำจังหวะ” ด้วยนโยบายเดียว ทีมเดียว ผู้นำคนเดียว

#TheStructure

#TheStructureNews

#ชายแดนไทยกัมพูชา #ปณิธานวัฒนายากร #ความมั่นคง

2025/9/22 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมในบริบทความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา การใช้มวลชนเป็น "โล่มนุษย์" เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางยุทธศาสตร์ที่กัมพูชานำมาใช้เพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองบนเวทีนานาชาติ ซึ่งเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่มุ่งเน้นให้สังคมโลกเห็นภาพความขัดแย้งในมุมที่มวลชนถูกกระทำและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงที่ไม่สงบ นอกจากนี้ การเตรียมเอกสารร้องเรียนและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของฝ่ายกัมพูชายังช่วยจูงใจประเทศมหาอำนาจให้เข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะเมื่อไทยแสดงท่าทีอ่อนแอหรือขาดการจัดการที่ชัดเจน การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีความรวดเร็วและเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การอพยพและจัดระเบียบประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนให้เหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจา JBC เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อกังวลและความขัดแย้งที่ลุกลาม ยุทธศาสตร์เชิงรุกเน้นที่การหยุดวาระการเจรจาชั่วคราวในช่วงรัฐบาลรักษาการ จากนั้นเปิดช่องทางให้ผู้นำรัฐบาลใหม่สื่อสารโดยตรงกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อเจรจาถอนกำลัง กู้คืนพื้นที่ และสร้างความไว้วางใจผ่านการเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในระยะสั้น นอกจากนี้การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง ภายใต้การควบคุมของนายกรัฐมนตรี เพื่อต่อสู้ในหลายกระดานพร้อมกัน จะทำให้ไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์มากขึ้น ในภาคสนาม การสร้างแนวป้องกันชายแดนที่เหมาะสมเน้นการตั้งรั้วกึ่งถาวร พร้อมโดรนลาดตระเวนและอาสาสมัครชุมชนร่วมตรวจสอบ เพื่อลดการขยายชุมชนและฐานกำลังของฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจัดการกับพื้นที่ผ่อนปรนบางช่วงจะช่วยลดช่องโหว่ที่ฝ่ายกัมพูชาอาจใช้ประโยชน์เกี่ยวกับความมั่นคง การปรับปรุง MOU 43/44 เพื่อรักษาสถานะทางกฎหมายและใช้เป็นฐานในการเจรจาบนเวทีพหุภาคี ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ การออกแบบกรอบเจรจาที่เหมาะสมและครอบคลุมจะช่วยป้องกันสุญญากาศทางกฎหมายและความไม่แน่นอนที่อาจนำไปสู่ข้อพิพาทในอนาคต ท้ายที่สุด ความสำเร็จในการจัดการปัญหาชายแดนขึ้นอยู่กับการเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง มีนโยบายเดียว ทีมงานเดียว และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ และปกป้องสิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนอย่างสมดุลและยั่งยืน