ส่วยชายแดน เชื่อมโยงการขอสัญชาติ

วันที่ 24 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยหลังการประชุมติดตามปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในกระบวนการขอสัญชาติไทยว่า มีหลักฐานชัดเจนจากผู้ร้องเรียนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ทั้งข้อความสนทนาและหลักฐานการโอนเงิน ซึ่งเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ

“มีการเรียกเก็บค่าดำเนินการสูงถึง 30,000 บาท โดยให้โอนมัดจำก่อน 10,000 บาท บางรายมีเพียง 8,000 บาท ยังต้องดิ้นรนหาเพิ่มอีก 2,000 บาทเพื่อให้เรื่องเดินต่อ” นายกรวีร์กล่าว พร้อมย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่การทุจริตทั่วไป แต่เป็นการหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชนผู้ไร้สัญชาติ

คณะกรรมาธิการฯ ได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้กรมการปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมเสนอให้มีการคุ้มครองพยาน และหากยังไม่สามารถดำเนินคดีทางวินัยหรืออาญาได้ ก็สามารถใช้มาตรการทางปกครอง เช่น การสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ออกนอกพื้นที่ เพื่อเปิดทางให้สอบสวนอย่างเป็นธรรม

นายกรวีร์ระบุว่า ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่–เชียงราย เข้าชี้แจง โดยพบว่ามีการยอมรับว่าพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์เกิดขึ้นจริง และอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

“ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่อำเภอ หรือแม้แต่นายอำเภอ หากพบว่าทุจริต ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและลงโทษให้ถึงที่สุด” นายกรวีร์กล่าว พร้อมเสนอให้กรมการปกครองพิจารณาเพิ่มงบประมาณและบุคลากร รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอสัญชาติ

เขายังชี้ว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ เพราะถูกข่มขู่ว่าจะไม่เซ็นต่ออายุพาสปอร์ต ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะการต่ออายุพาสปอร์ตกับการขอสัญชาติเป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามา พบว่ามีอย่างน้อย 4–5 เคส และกรมการปกครองได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางลงพื้นที่แล้ว โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลจาก ส.ส.ในพื้นที่ รวมถึงนายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม เพื่อส่งต่อให้กรมการปกครองดำเนินการ

#TheStructure

#TheStructureNews

#ส่วยชายแดน #กรวีร์ปริศนานันทกุล #พรรคภูมิใจไทย

2025/9/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ผมได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการขอสัญชาติในพื้นที่ชายแดน ผมพบว่าปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือส่วยในกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริงและมีผลกระทบต่อคนไร้สัญชาติอย่างรุนแรง หลายคนต้องเผชิญกับการถูกบังคับจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้สิทธิ์ที่ควรเป็นธรรมโดยไม่สมควร กรณีนี้ยังเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอกับการทุจริต ทำให้ประชาชนต้องทนทุกข์จากการถูกข่มขู่และไม่กล้าแจ้งความ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ผมเห็นว่าเราควรสนับสนุนการนำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดการสัมผัสโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเพิ่มการตรวจสอบและคุ้มครองพยานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม หากคุณอยู่ในพื้นที่หรือรู้จักผู้ได้รับผลกระทบ ผมแนะนำให้เปิดใจพูดคุยและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะการขอสัญชาติไม่ควรเป็นช่องทางของการเอารัดเอาเปรียบ และทุกคนควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน