New York City sued the social media company.
New York City filed a lawsuit against major tech companies including Meta (owner of Facebook and Instagram), Alphabet (owner of Google and YouTube), Snap (owner of Snapchat), and ByteDance (owner of WFP) in Manhattan federal court, alleging that the platforms were designed to stimulate continued use among juvenile groups, leading to a broader mental health crisis.
The 327-page indictment states that these companies engaged in gross negligence and caused public distress. Over 2,050 similar lawsuits have now been filed nationwide, with local governments, school districts and individuals filing lawsuits against them.
Data in the indictment indicate that 77.3% of New York high school students and 82.1% of female students spend more than three hours a day on screen, resulting in inadequate sleep and frequent absences, with the city also linking social media use to risky behavior like "subway surfing," or getting on the roof of the subway, which has already killed at least 16 people since 2023, including 12- and 13-year-olds this month.
The city's Commission on Public Health declared social media a health threat in January 2024, with the state that the city needs to spend a large budget to tackle deteriorating mental health problems in youth.
การฟ้องร้องศาลของนครนิวยอร์กต่อบริษัทเทคโนโลยีเช่น Meta, Alphabet, Snap และ ByteDance สะท้อนถึงความกังวลเรื่องสุขภาพจิตเยาวชนที่เพิ่มขึ้นในยุคโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากคำฟ้องแสดงให้เห็นว่าเยาวชนจำนวนมากกว่า 77% ใช้เวลากับหน้าจอโซเชียลมีเดียเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสัมพันธ์กับปัญหานอนหลับไม่เพียงพอและการขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียยังถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเล่นซับเวย์เซิร์ฟ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อันตรายมาก และมีการเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 16 รายในปี 2023 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้โดยไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม การเรียกร้องให้โซเชียลมีเดียถูกจัดเป็นภัยต่อสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของนครนิวยอร์กในเดือนมกราคม 2024 บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการทบทวนนโยบายและการจัดการการใช้งานแพลตฟอร์มในเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันผลเสียต่อพัฒนาการทางจิตใจและสังคม ในแง่ของการป้องกัน การให้ความรู้และการสร้างความตระหนักต่อผู้ปกครองและเยาวชนเรื่องการจัดการเวลาบนสื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพจิตและการเสริมสร้างกลไกสนับสนุนจิตใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบของโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยควบคุมการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนและผู้ปกครองติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานสุขภาพและการศึกษาอย่างใกล้ชิด ด้วยการตระหนักและรับมืออย่างรอบคอบร่วมกัน สังคมจะสามารถลดผลกระทบด้านลบของโซเชียลมีเดียและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพจิตของเยาวชนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
