สกลทีตวงสัญญา หลัง กทม.ขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 สกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อกรณีกรุงเทพมหานครปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการลดราคาค่าโดยสารให้เหลือ 25–30 บาท ตามที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติเคยหาเสียงไว้ พร้อมวิจารณ์ว่าการชำระหนี้ BTS กว่า 74,000 ล้านบาท หากดำเนินการเร็วกว่านี้ อาจช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 20,000–30,000 ล้านบาท — งบที่สามารถนำไปสร้างรถไฟฟ้าได้อีกหนึ่งสาย

---

อ่าวเฮ้ยยยยย…ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า

ขอทวงถามในฐานะคนกรุงเทพฯ ครับว่าเมื่อไหร่ ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะ 25-30 บาท????????

สัปดาห์ที่ผ่านมามี 2 ข่าวที่กระทบกับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ตรงๆ ปังๆ แต่อาจจะไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะข่าวเรื่องอื่นร้อนแรงกว่า แต่อยากจะสรุปคร่าวๆ ให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ได้รับรู้รับทราบ ดังนี้ครับ

1. BTS ปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ตามประกาศของกรุงเทพมหานคร (กำหนดโดยกรุงเทพมหานคร = ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเห็นชอบ)

เอาเป็นว่าถ้าเราไม่ใช่นักเรียน นักศึกษาหรือผู้สูงอายุ เราจะต้องจ่ายค่าโดยสารเอาแค่เฉพาะส่วนต่อขยาย หมอชิต - คูคต / อ่อนนุช - เคหะฯ / วงเวียนใหญ่ - บางหว้า จากเดิมที่ต้องจ่าย 15 บาทตลอดสาย (เฉพาะส่วนต่อขยาย) ต้องจ่าย 17-45 บาท…แม่เจ้า แต่ถ้าเรานั่งข้ามสายจะจ่ายรวมกันทั้งสายไม่เกิน 65 บาท

2. กรุงเทพมหานคร ได้ชำระหนี้ที่มีต่อ BTS หมดสิ้นแล้วโดยแบ่งจ่ายเป็นสามงวด งวดสุดท้ายเพิ่งจ่ายไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ยอดรวม 74,232 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 62,451 ล้านนบาท ดอกเบี้ย 11,781 ล้านบาท โดยเป็นทั้งค่าก่อสร้าง ค่าระบบอาณัติสัญญาณ ค่าจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงรักษา ฯลฯ

รายละเอียดจำแนกเป็นส่วนๆ สามารถหาอ่านได้ใน Facebook ของพี่สามารถ ราชพลสิทธิ์ครับ ท่านนี้ก็เป็นกูรูเรื่องรถไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของไทยครับ ( ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ)

ต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะแชร์นะครับ เบื้องต้นต้องพูดถึงจุดยืนของผมในเรื่องนี้ก่อนว่าส่วนตัวผมเห็นด้วยที่จะทำราคาขนส่งสาธารณะให้ถูกลง เพราะจะช่วยส่งเสริมให้คนใช้มากขึ้นมีผลกับการจราจรบนท้องถนน และยังเป็นการช่วยลดค่าของชีพของพี่น้องประชาชน…แต่ต้องไม่ไม่เป็นภาระและเอาเงินงบประมาณของส่วนอื่นไปอุดหนุนมากจนเกินไป การลดราคาควรจะสะท้อนค่าใช้จ่ายจริง โดยอาจจะใช้การเจรจากับผู้ถือสัมปทาน หรือการซื้อคืนสัมปทานกลับมาเป็นของรัฐโดยจ่ายยอดครั้งเดียวและกำหนดราคาใหม่เลย

เรื่องราคาค่าโดยสารถ้าจำกันได้ ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติเคยหาเสียงเอาไว้ว่าจะลดราคาค่าโดยสารไฟฟ้าทันทีให้เหลือ 25-30 บาท (ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นรายการดีเบตโค้งสุดท้ายของช่อง 3) แต่เมื่อได้รับตำแหน่งผู้ว่าฯ โดนสื่อมวลชนกดดันก็เปลี่ยนเป็นว่าราคานั้นแต่เป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 8-11 สถานี ผมจำได้ว่าผมยังพูดเลยว่าค่าแรกเข้าเริ่มต้นก็ 16 บาทแล้ว ราคานั้นไม่น่าทำได้หรอกครับ ถ้าวิ่งยาวสุดสายระยะทางเกือบ 70 กิโลเมตร จะไปลดเหลือ 25-30 บาทได้อย่างไร เต็มที่เหลือ 50 บาท ยังขาดทุน

มาวันนี้ เริ่ม 1 พ.ย. 68 เอาแค่สีเขียวส่วนต่อขยายก็ 17-45 บาทแล้วครับ นี่ยังไม่นับสีเขียวส่วนกลางนะครับ อันนี้คงผลักภาระไปให้ทาง BTS ไม่ได้นะครับ เพราะการที่จะขึ้นราคาส่วนต่อขยายได้ทางกรุงเทพมหานคร = ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเห็นชอบและประกาศให้ขึ้นครับ

อีกเรื่องคือการชำระหนี้ BTS 70,000 กว่าล้านบาท ก็ต้องชื่นชมท่านผู้ว่าฯ ส่วนหนึ่งครับที่ชำระหนี้จนหมด แต่ถ้าไปดูไส้ในและกำหนดระยะเวลาการชำระ ถ้าทำเร็วกว่านี้ โดยไม่รอให้เข้าสู่ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. จะประหยัดเงินงบประมาณสะสมจ่ายขาดที่นำมาจ่าย เอาแค่เลขกลมๆ นะครับ น่าจะไปถึงประมาณ 20,000 - 30,000 ล้านบาทได้เลยครับ (ตัวเลขอาจจะไม่แม่นเป๊ะนะครับ แต่น่าจะประมาณนี้ครับ)

โดยตัวเลขด้านบนตัดเฉพาะมาจากการเดินรถอย่างต่อเนื่องมาตลอดสามปีกว่า + ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในสมัยของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ โดยจะเห็นได้ว่าในส่วนนี้สามารถนำไปสร้างรถไฟฟ้าได้อีกหนึ่งสายในกรุงเทพมหานครเลยนะครับ เห็นตัวเลขก็ได้แต่เสียดาย…เสียดายเงินที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกเยอะมากๆ

และผมอยากตั้งคำถามแทนคนกรุงเทพฯ ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะมีโอกาสเป็น 25-30 บาท เหมือนตอนท่านผู้ว่าฯ หาเสียงไหมครับ??? เพราะตอนนี้แค่ส่วนต่อขยายก็ 17-45 บาทแล้วครับ

ป.ล. ตัวเลขอาจจะไม่ตรงเป๊ะนะครับแต่ก็ไม่หนีที่เขียนเอาไว้ครับน่าจะต้องได้เห็นเอกสารละเอียดจึงจะคำนวณได้ตรงมากกว่านี้

#ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะต้องถูกและไม่เป็นภาระกับงบประมาณ

---

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน นายสกลธี โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “แปลกใจมากที่ไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ ออกมาจากพรรคที่มี สส. กรุงเทพฯ มากที่สุดในสภาเรื่องราคารถไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น” พร้อมติดแฮชแท็ก 25 -30บาทไม่มีอยู่จริง

#TheStructure

#TheStructureNews

#สกลธีภัททิยกุล #ชัชชาติสิทธิพันธุ์

2025/11/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในวงการขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานคร เรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวสีที่หลายคนจับตามองมากที่สุดช่วงนี้ก็คือการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่กระทบโดยตรงกับผู้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การขึ้นราคาดังกล่าวได้รับความเห็นและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการที่อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ออกมาทวงถามถึงสัญญาที่เคยให้ไว้เรื่องการลดราคาค่าโดยสารให้เหลือ 25-30 บาทตามหาเสียงของผู้ว่าฯ ปัจจุบัน การขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาในส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นเป็นช่วงตั้งแต่ 17-45 บาท โดยในกรณีที่ผู้เดินทางไม่ได้เป็นนักเรียน นักศึกษาหรือผู้สูงอายุ จะต้องจ่ายราคาตามช่วงดังกล่าว และเมื่อนั่งข้ามสาย ราคาสูงสุดไม่เกิน 65 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาค่าโดยสารเดิมที่ยืนอยู่ที่ 15 บาทตลอดสายในส่วนต่อขยาย ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าราคาที่เคยได้ยินในช่วงหาเสียงนั้นดูเหมือนจะไกลจากความจริงพอสมควร หัวใจสำคัญของปัญหานี้คือการชำระหนี้ของกรุงเทพมหานครที่มีต่อ BTS ซึ่งเพิ่งชำระหมดไปกว่า 74,000 ล้านบาทในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 โดยรวมเป็นดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งอดีตรองผู้ว่าฯ ได้ชี้ว่าถ้าหากจ่ายเร็วขึ้นกว่านี้ อาจช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 20,000 – 30,000 ล้านบาท นำไปใช้พัฒนาระบบรถไฟฟ้าสายใหม่ได้อีกหนึ่งสายเลยทีเดียว ความเห็นจากคนในพื้นที่และผู้โดยสารจริงชี้ว่า การที่ราคาขึ้นสูงขนาดนี้อาจไม่สอดคล้องกับสัญญาที่เคยให้ไว้และความสามารถในการเข้าถึงของประชาชนทั่วไป ซึ่งราคาค่าโดยสารที่สูงอาจทำให้ผู้คนหันหนีไปใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการจราจรติดขัดกลับมาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งที่หลายฝ่ายมองว่าควรทำคือการเจรจาใหม่กับผู้รับสัมปทานหรืออาจจะพิจารณาซื้อคืนสัมปทานเพื่อควบคุมราคาให้เหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้การอุดหนุนภาครัฐกลายเป็นภาระเกินไปสำหรับงบประมาณของเมือง ในส่วนของผู้บริหารทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังมีความท้าทายในการหาจุดลงตัวระหว่างราคาที่ผู้ใช้บริการพึงพอใจและความคุ้มค่าทางการเงินของระบบรถไฟฟ้า อีกทั้งยังมีความเห็นว่าการสื่อสารกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุผลของการปรับราคาและแผนระยะยาวในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะนั้นควรมีความโปร่งใสและชัดเจนกว่านี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชน ดังนั้น การแก้ปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวในกรุงเทพฯ จึงควรเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ใช้บริการ เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะมีความยั่งยืน เข้าถึงได้ง่าย และไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนมากเกินไปในระยะยาว