4 ธ.ค.2568 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อถึงเรื่องที่มีภาพยืนพูดคุยกับ เบน สมิธ ล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมือง ข้ามพรมแดนไทย–กัมพูชา
ซึ่งปรากฎเป็นภาพขณะนายเอกนิติกำลังแลกนามบัตรกับบุคคลในงานเลี้ยง ซึ่งรวมถึงนายเบน สมิธ
ขณะที่อีกภาพก็เป็นงานเดียวกันโดยเป็นภาพช่วงที่ เบน สมิธ กำลังถือแก้วไวน์ยืนพูดคุยกับทางนายเอกนิติอยู่
โดยนายเอกนิติได้ชี้แจงว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังการระบาดของโควิด-19 สังเกตุได้ว่า ยังมีคล้องสายหน้ากากอยู่ โดยตนเองไปเป็นอาจารย์ในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ภายในงานได้เจอกับคนจำนวนมาก และนายเบน สมิธ ก็ได้เข้ามาพูดคุย แลกนามบัตร ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการพูดคุยหรือคบหาสมาคมกันอีก
เหตุการณ์ที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้พบปะและแลกนามบัตรกับนายเบน สมิธ ล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังที่มีบทบาทเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความสำคัญของการประชุมหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือข้ามพรมแดนในระดับสูง จากคำชี้แจงของเอกนิติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน หลังช่วงเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19 เมื่อยังมีการคล้องสายหน้ากากอนามัย เขาเดินทางไปเป็นอาจารย์ในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยในงานเลี้ยงดังกล่าวมีคนจำนวนมากเข้าร่วม และเบน สมิธ ก็เข้ามาพูดคุยแลกนามบัตรอย่างเป็นทางการ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการติดต่อหรือพบปะกันอีกหลังจากนั้น สำหรับบุคคลเช่นเบน สมิธ ที่ทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยิสต์ข้ามชาติ มักจะมีหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายทุนสีเทาและผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งในบริบทของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา การมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงการทำงานแบบเปิดและโปร่งใสของผู้บริหารระดับสูง ในปัจจุบัน ภาพและข่าวที่เผยแพร่ออกมาก่อให้เกิดความสนใจและตั้งคำถามในสังคมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ ซึ่งการชี้แจงอย่างชัดเจนจากนายเอกนิติเป็นการย้ำให้เห็นว่าการพบปะครั้งนี้เป็นเพียงกิจกรรมทางการที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ หลังวันนั้นไม่มีการติดต่อเพิ่มเติมเกิดขึ้น การเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่และขอบเขตการปฏิบัติงานของฝ่ายต่างๆ ในงานกิจกรรมระดับสูงเช่นนี้ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการดำเนินงานด้านการคลังและการเมืองของประเทศไทยอยู่ในกรอบของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ภาพลักษณ์สาธารณะและความเชื่อมั่นในรัฐบาลถือว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ
