จุดจบแกนนำม็อบฮ่องกง

โฆษกรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า คำตัดสินในคดีความมั่นคงแห่งชาติของ จิมมี่ ไล (Jimmy Lai) มีมูลเหตุที่หนักแน่นและเหมาะสม แสดงให้เห็นว่าศาลดำเนินการตามกฎหมายและพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด

โฆษกย้ำว่า นายไลไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดเพราะความคิดเห็นหรือความเชื่อทางการเมือง และคำตัดสินนั้นปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยศาลชี้ชัดว่าจำเลยมีความผิดใน 2 ข้อหา

ได้แก่

1. การสมคบคิดเพื่อร่วมมือกับกองกำลังต่างชาติ

2. สมคบคิดเพื่อตีพิมพ์เนื้อหาปลุกระดม

จอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ระบุว่าคำตัดสินสะท้อนความยุติธรรมของกฎหมาย และเป็นการรักษาค่านิยมหลักของฮ่องกง พร้อมย้ำว่ากฎหมายจะไม่อนุญาตให้ใครทำอันตรายต่อประเทศโดยอ้างสิทธิมนุษยชนหรือเสรีภาพ

โฆษกรัฐบาลฮ่องกง ยังกล่าวว่าคดีนี้ถูกใส่ร้ายและแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ พร้อมชี้ว่าบุคคลบางกลุ่มพยายามโยงคดีเข้ากับเสรีภาพสื่อ ทั้งที่ชาวฮ่องกงยังได้รับสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายพื้นฐานและกฎหมายสิทธิมนุษยชน

“คดีของนายไลไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพสื่อ จำเลยใช้การรายงานข่าวเป็นฉากหน้าเพื่อทำกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศและฮ่องกง” โฆษกรัฐบาลฮ่องกง กล่าว

ทั้งนี้ โฆษกรัฐบาลฮ่องกง ยืนยันว่านายไลได้รับการดูแลทางการแพทย์และศาสนกิจอย่างครบถ้วนระหว่างถูกคุมขัง พร้อมทิ้งท้ายว่าฮ่องกงยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคง และรัฐบาล HKSAR จะเดินหน้าปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์การพัฒนาอย่างแน่วแน่ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชา

#TheStructure

#TheStructureNews

#ม็อบฮ่องกง #พันธมิตรชานม #ความมั่นคง

2025/12/15 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมคดีของจิมมี่ ไลที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติและเผยแพร่เนื้อหาที่ปลุกระดม ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงในฮ่องกง โดยหลังจากเหตุการณ์ประท้วงม็อบใหญ่ในช่วงปี 2019 รัฐบาลฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ได้เพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อป้องกันกิจกรรมที่ถูกมองว่าคุกคามความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้รักษาสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่คำตัดสินของศาลในคดีของไลได้เน้นย้ำว่าการปกป้องประเทศชาติสำคัญกว่าเสรีภาพบางประการ นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลฮ่องกงยังได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพสื่อ ถึงแม้ไลจะใช้การรายงานข่าวเป็นฉากหน้าในการเคลื่อนไหว โดยเน้นว่าคนฮ่องกงยังได้รับสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายพื้นฐานและกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้เห็นความซับซ้อนในการบาลานซ์ระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง คำตัดสินนี้ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลฮ่องกงจะไม่ยอมรับการเคลื่อนไหวใดที่อาจสร้างความไม่มั่นคงและอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศ เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อสังคมฮ่องกงที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองและความขัดแย้งอันเนื่องมาจากแรงผลักดันจากมหาอำนาจตะวันตกในการแทรกแซงและประเด็นสิทธิมนุษยชน ในแง่นี้ การติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในฮ่องกงจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมถึงการตอบสนองของประชาคมโลกที่ยังคงจับตามองเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกในพื้นที่นี้อย่างใกล้ชิด