สืบเนื่องจากกรณี แก้วตา-ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน ที่ออกมาแฉพฤติกรรมเบื้องหลังของพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการลดเพดานการแก้ไข/ยกเลิก ม.112 และเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่างเรื่องสถาบันกษัตริย์และงบประมาณกองทัพ เพื่อนำไปสู่การ "ประนีประนอมครั้งใหญ่" (Grand Compromise) กับฝั่งอนุรักษ์นิยม
ลามไปถึงการแฉ บริษัท สเปคเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ตั้งเ ดียวกับพรรคประชาชน และมีหน้าที่คอยทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operation) ให้กับพรรคประชาชน
ทำให้ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน ออกมาขยับตัวและตั้งคำถามถึงอดีตเพื่อนร่วมพรรคโดยระบุว่า
"นี่คุณใช่คนเดียวกันไหมเนี่ย กับที่เคยมาเกาะแขนดิฉัน พยายามจะตื้อให้ดิฉันคุยด้วย แล้วบอกด้วยเสียงอ่อนหวานว่าขอบคุณมากนะที่ไอซ์ทำงานหนักเพื่อพรรคของเรา งานของไอซ์มีคุณค่ากับ ประชาชนกับพรรคมากๆเลย"
ขณะที่ ธิษะณา ได้ออกมาตอบโต้ทันทีในคอมเมนต์ โดยระบุว่า "ตอนไหนนะ? อวยตัวเองประสาท!!"
"แพ้เลือกตั้งเพราะมึงเป็นแกนนำนั่นแหละค่ะ ไม่มีความน่าเชื่อถืออะไรเลย มึงเห็นแกนนำแคมเปญหาเสียงทั่วโลกเค้าเอาเด็กทะเลาะกับแม่ค้าในตลาดทุกวัน นำหาเสียง หรอ แพ้แล้วยังไม่เจียม"
จากกรณีความขัดแย้งในพรรคประชาชนที่ถูกเปิดเผยโดยอดีต ส.ส. กทม. แก้วตา-ธิษะณา และการตอบโต้จากอดีตเพื่อนร่วมพรรค รักชนก ศรีนอก พบว่าเรื่องราวนี้สะท้อนความตึงเครียดภายในพรรคการเมืองที่เกี่ยวพันกับหลายประเด็นสำคัญ เช่น การถกเถียงเรื่องแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งเป็นหัวใจของการเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท สเปคเตอร์ ซี จำกัด ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทของบริษัทนี้ในการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในยุทธศาสตร์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นการควบคุมข้อมูลและภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ ในมุมมองของผู้ที่เคยติดตามการเมืองและประสบการณ์ตรง ผมได้เห็นว่าความขัดแย้งภายในพรรคประชาชนไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะกลุ่มหรือเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการรักษาความน่าเชื่อถือ การจัดการกับข้อมูลข่าวสาร และความจำเป็นในการสร้างเอกภาพภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสนทนาระหว่างสองอดีต ส.ส. ที่เต็มไปด้วยคำพูดเสียงแข็งและการโจมตีซึ่งกันและกัน ชี้ให้เห็นว่าการเมืองภายในพรรคไม่ได้เพียงแค่เรื่องนโยบาย แต่ยังเป็นเรื่องของความไว้วางใจและความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่ซับซ้อน ทั้งนี้ ความเป็นจริงคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจต้องเปิดใจ รับฟังความคิดเห็นที่ต่างออกไป และพยายามหาทางออกที่สร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนของพรรค จุดนี้เองที่เราเห็นความสำคัญของการสื่อสารอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง รวมถึงการจัดการกับข้อขัดแย้งภายในให้กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้า ไม่ใช่การแบ่งแยกและทำลายกันเอง การเรียนรู้จากอดีตและยอมรับความผิดพลาดอาจจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จทางการเมืองในอนาคตของพรรคประชาชนและนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง สุดท้าย ประเด็นนี้ยังเตือนใจว่าไม่ว่าพรรคการเมืองใดก็ตาม หากขาดความสามัคคีและความโปร่งใสในหลายระดับก็ยากจะก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง ผู้ติดตามการเมืองและประชาชนควรจับตาดูความเคลื่อนไหวเหล่านี้ด้วยความสนใจ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการใช้สิทธิและเสียงในการขับเคลื่อนประเทศไปในทางที่ดีขึ้น


ทำงานดีกว่าอย่าให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนนี้