ท่ามกลางการปะทะกันระหว่าง 'อิสราเอล' และ 'อิหร่าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง ได้ประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยงและผลกระทบเชิงโครงสร้างที่อาจลุกลามถึงเสถียรภาพของประเทศไทย

โดย รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของหมากกระดานนี้ว่า ไม่ใช่เพียงแค่ความขัดแย้งทางพรมแดนหรือศาสนา ทว่ามีมิติของการจัดระเบียบอำนาจใหม่ (New World Order) เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแปรสำคัญ ทิศทางของวิกฤตครั้งนี้จึงผูกโยงอยู่กับ "การตัดสินใจของผู้นำรุ่นใหม่ของอิหร่าน" ว่าจะเลือกหนทางเผชิญหน้าเพื่อรักษาฐานอำนาจ หรือเลือกกลไกเจรจาเพื่อรักษาความอยู่รอด

"หมากกระดานนี้ซับซ้อนกว่าแค่การตอบโต้ทางทหาร แต่มันคือการจัดระเบียบอำนาจใหม่ ที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อาจกำลังใช้จังหวะนี้เป็นแรงเหวี่ยง เพื่อเขย่าโครงสร้างการเมืองและเปลี่ยนขั้วอำนาจภายในของอิหร่าน"

แรงกระเพื่อมต่อโครงสร้างความมั่นคงและเศรษฐกิจไทย

แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางความขัดแย้ง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ แรงกระเพื่อมย่อมส่งผลถึงโครงสร้างภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ในระยะสั้น เสถียรภาพของไทยถูกทดสอบด้วย "ความปลอดภัยของพลเมือง" เป็นอันดับแรก รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนในการบริหารความเสี่ยง

"แรงกระแทกแรกที่ชนเข้ากับเสถียรภาพของไทย ไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือ 'ชีวิตคน' รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจดึงคนไทยออกจากแนวกระสุนเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย แม้จะต้องแบกรับโจทย์ใหญ่เรื่องการตกงานฉับพลันของแรงงานเหล่านั้นก็ตาม"

ในมิติเศรษฐกิจมหภาค โครงสร้างเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก กำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจาก "วิกฤตราคาพลังงานผันผวน" หากการปะทะลุกลาม ต้นทุนการผลิตและอัตราเงินเฟ้อในประเทศจะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของไทยยังถูกกระทบอย่างเป็นรูปธรรมจากปัญหาการจำกัดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างภูมิภาค

ยุทธศาสตร์การรักษาสมดุล (Hedging Strategy)

ต่อข้อซักถามถึงการเตรียมรับมือ รศ.ดร.ปณิธาน เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยต้องประเมินสถานการณ์อย่างมียุทธศาสตร์ ท่ามกลางการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนของประชาคมโลก ไทยไม่อาจนำตัวเองเข้าไปผูกโยงกับความขัดแย้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

"ในสภาวะที่โลกถูกบีบให้เลือกข้าง 'การไม่เลือกข้างอย่างมียุทธศาสตร์' ควบคู่ไปกับการชูธงมนุษยธรรม คือศิลปะการทูตและเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ที่ไทยต้องใช้เพื่อนำพาประเทศให้รอดพ้นจากรอยเลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้"

วิกฤต 'อิสราเอล-อิหร่าน' จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตะวันออกกลาง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลไทยในการบริหารความเสี่ยง เพื่อปกป้องทั้งชีวิตพลเมืองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติไม่ให้พังทลายลงตามแรงสั่นสะเทือนของโลก

#TheStructure

#TheStructureNews

#อิสราเอล #อิหร่าน #ปณิธานวัฒนายากร

3/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อประเทศอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้กลับมีมิติที่ไทยต้องให้ความสำคัญอย่างสูง จากที่ได้ติดตามและมีประสบการณ์รับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระดับภูมิภาคและระดับโลก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "การประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน" เพื่อป้องกันไม่ให้ความวุ่นวายจากต่างประเทศส่งผลเข้ามาอย่างกระทันหัน โดยเฉพาะการคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ ที่รัฐบาลไทยควรมีแผนรับมือและสำรองแหล่งทรัพยากรที่จำเป็น อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ความผันผวนของราคาพลังงานซึ่งมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย แม้จะเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ซึ่งความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานประเภทต่างๆ ผันผวนอย่างรวดเร็ว การเตรียมรับมือด้วยการกระจายแหล่งพลังงานหรือเสริมสร้างพลังงานทดแทนจึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นในระยะยาว นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากการจำกัดการเดินทาง การปิดน่านฟ้า และการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องและพิจารณาวางแผนฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ส่วนยุทธศาสตร์ของไทยในการรับมือกับวิกฤตนี้ คือการ "ไม่เลือกข้างอย่างมียุทธศาสตร์" โดยยึดหลักความเป็นกลางแต่เน้นการทูตเชิงมนุษยธรรมเพื่อรักษาภาพลักษณ์และความสัมพันธ์บนเวทีโลก ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการนำพาประเทศออกจากความเสี่ยงของรอยต่อทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้ ประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามสถานการณ์โลกและวิเคราะห์ผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ทำให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและความสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศในยุคที่โลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเรียนรู้และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐและประชาชนควรให้ความสำคัญร่วมกันเพื่อความอยู่รอดและความเจริญรุ่งเรืองของชาติในอนาคต