เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล พร้อมด้วย ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สร้างแรงกระเพื่อมกลางนิทรรศการ “Designers of Mountain and Water: Alternative Landscapes for a Changing Climate” ณ Harvard Graduate School of Design (GSD) สหรัฐอเมริกา ด้วยการตั้งคำถามตัวโตๆ ต่อผลงานการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ถูกเชิดชูในระดับนานาชาติ อย่าง ‘สวน 100 ปี จุฬาฯ’

การปรากฏตัวของเนติวิทย์ในครั้งนี้ (ซึ่งเดิมได้รับเชิญมาฉายภาพยนตร์สารคดี) ไม่ใช่เพียงการเข้าชมงานศิลปะ แต่คือการบุกเข้าไปทวงถามถึง "ต้นทุนทางสังคม" ที่หล่นหายไประหว่างทางของการจัดทำโครงการ โดยทั้งสองได้ชูป้ายข้อความเชิงสัญลักษณ์ อาทิ “Climate Resilience at What Cost?”, “Green Future ≠ Displacement” และ “Resilience for Whom?” ท่ามกลางผู้เข้าชมนิทรรศการ

ลอกคราบวาทกรรม ‘พื้นที่สีเขียว’

เนติวิทย์วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การยกย่องสวน 100 ปี จุฬาฯ ว่าเป็นตัวอย่างของการออกแบบภูมิทัศน์เพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้น เป็นการมองข้ามประวัติศาสตร์ของพื้นที่อย่างสิ้นเชิง เขาชี้ให้เห็นว่าภายใต้ความสวยงามและร่มรื่นนี้ อดีตเคยเป็นที่ตั้งของ ‘ชุมชนเซียงกง’ ซึ่งต้องเผชิญกับการถูกไล่รื้อเพื่อเปิดทางให้กับการสร้างสวนสาธารณะ

นอกจากประเด็นด้านสิทธิชุมชน เนติวิทย์ยังโจมตีว่าโครงการนี้ “ยั่งยืนไม่จริง” ในเชิงนิเวศวิทยา เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซ้ำร้ายยังต้องผลาญทรัพยากรน้ำจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ในการดูแลรักษาต้นไม้ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบเพื่อรับมือวิกฤตภูมิอากาศ ไม่ควรถูกประเมินค่าเพียงแค่ "ความเขียวขจี" แต่ต้องตั้งคำถามถึงตรรกะเบื้องหลังว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์ และใครคือผู้แบกรับต้นทุน

พุ่งเป้า ‘ผู้ออกแบบ’ และโครงข่ายการพัฒนาเมืองเชิงรุก

การตั้งคำถามของเนติวิทย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวพื้นที่ แต่ยังพุ่งเป้าไปที่ กชกร วรอาคม และบริษัท LANDPROCESS ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวน 100 ปี จุฬาฯ โดยเชื่อมโยงให้เห็นภาพใหญ่ของโครงข่ายการพัฒนาเมืองที่ขับเคลื่อนโดยบริษัทดังกล่าว

เนติวิทย์ชี้ให้เห็นว่า ผู้ออกแบบรายนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการภูมิสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่เมืองในวงกว้าง โดยเฉพาะโครงการ Block 33 ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ของจุฬาฯ ที่กำลังก่อสร้างบริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องการไล่รื้อและทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน

ทั้งนี้ LANDPROCESS ถือเป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเมกะโปรเจกต์ด้านภูมิทัศน์ระดับประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น โครงการสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี หรือ Thammasat Urban Farm Rooftop (สวนผักลอยฟ้า ธรรมศาสตร์) บนอาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ที่ถูกโปรโมตว่าเป็นสวนผักออร์แกนิกและสวนสาธารณะลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ข้อเรียกร้องถึงสถาบันระดับโลก

ท้ายที่สุด เนติวิทย์ได้ยื่นข้อเสนอต่อผู้จัดนิทรรศการ GSD ให้รับผิดชอบต่อการนำเสนอข้อมูลด้านเดียว โดยเรียกร้องให้เพิ่ม "คำอธิบายประกอบ" ทั้งในพื้นที่จัดแสดงและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบด้านการไล่รื้อและการพลัดถิ่นของชุมชนที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม

พร้อมกันนี้ เขายังเสนอให้มีการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อถกเถียงเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเมือง และโยนคำถามสำคัญกลับไปสู่สังคมว่า "ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากความยั่งยืนที่ถูกเฉลิมฉลองอยู่นี้?"

#TheStructure

#TheStructureNews

#เนติวิทย์โชติภัทร์ไพศาล #กชกรวรอาคม #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การติดตามเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างใกล้ชิด พวกเราจะเห็นว่าโครงการที่ถูกนำเสนอว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ ‘สวนสีเขียว’ บ่อยครั้งแฝงด้วยปัญหาซ่อนเร้นที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนเดิมอย่างรุนแรง เหมือนที่เนติวิทย์และเพื่อนนิสิตจุฬาฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงสวน 100 ปี จุฬาฯ ที่แม้จะดูสวยงามร่มรื่นแต่เบื้องหลังกลับเกี่ยวพันกับการไล่รื้อชุมชนเซียงกงซึ่งทำให้เกิดการพลัดถิ่นและทำลายมรดกทางวัฒนธรรม การตั้งคำถามถึง ‘ต้นทุนทางสังคม’ และ ‘ผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง’ เป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะหลายครั้งการตกแต่งภูมิทัศน์หวังให้ดูดีแต่กลับไม่เล็งเห็นความซับซ้อนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่นการใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมากเพื่อดูแลรักษาต้นไม้ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจริงๆ ผมเองเคยมีโอกาสอ่านบทความและดูงานที่เนติวิทย์ได้เผยแพร่ ทำให้เห็นว่าการออกแบบภูมิสถาปัตย์ควรอยู่บนฐานของความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ความสวยงามหรือการสร้างภาพลักษณ์สีเขียว ในทางปฏิบัติ การมีเวทีถกเถียงในสังคมเปิดกว้างและการเปิดเผยข้อมูลครบถ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมประเมินผลกระทบและเสนอแนะแนวทางที่ยั่งยืนจริงๆ สำหรับเมืองและชุมชน จากกรณีนี้จึงชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะควรหมายถึงความสมดุลระหว่างสิทธิชุมชน การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาทางสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งต้องไม่มีใครถูกละเลยหรือเสียเปรียบหลังการพัฒนาใดๆ ทั้งสิ้น

12 ความคิดเห็น

รูปภาพของ jothestrong
jothestrong

ส่งไปรบชายแดนเขมร

รูปภาพของ Mai
Mai

เมื่อไหร่จเตั้งพรรคการเมือง รออยู่นะ

ดูเพิ่มเติม(1)

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม