จากกรณีที่เรือขนส่งสินค้าสัยชาติไทย "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) ถูกโจมตีระหว่างการขนส่งสินค้า ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่กองทัพเรือจะเร่งดำเนินช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 23 คน ล่าสุดกองทัพเรือได้ออกแถลงการณ์ ดังนี้

"กองทัพเรือติดตามสถานการณ์เรือสินค้าไทยถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เร่งประสานช่วยเหลือลูกเรือไทย 23 คน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (11 มีนาคม 2569) ศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าประมาณเวลา 11.00 น. เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ที่มีบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ ถูกโจมตี ขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ภายหลังได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันนี้

ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่ที่กองกำลังทางทะเลร่วม (Combined Maritime Forces หรือ CMF) ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อขอความช่วยเหลือโดยทันที โดยปัจจุบันกองทัพเรือโอมาน ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คน และกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน สำหรับลูกเรือชาวไทย 20 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้ถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสาเหตุการถูกโจมตียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

กองทัพเรือ โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง และเร่งรัดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยทั้ง 23 คนเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด พร้อมทั้งจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป"

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

11 มีนาคม 2569

#TheStructure

#TheStructureNews

#กองทัพเรือ #อิหร่าน #อิสราเอล

3/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความมั่นคงทางทะเล การโจมตีเรือสินค้าอย่างกรณีเรือมยุรีนารีที่ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเรื่องที่สะเทือนใจและต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว โดยปกติแล้วเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญระดับโลกที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเหตุการณ์เรือถูกโจมตีด้วยอาวุธและระเบิดทำให้เห็นความสำคัญของการประสานงานระหว่างกองทัพเรือและหน่วยงานความมั่นคงนานาชาติอย่าง Combined Maritime Forces (CMF) รวมถึงฝ่ายทูตไทยที่ประเทศโอมาน จากข้อมูลที่ได้รับ ลูกเรือไทย 20 คนได้รับความช่วยเหลือและปลอดภัยที่เมืองคาซับ ขณะที่การช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนยังดำเนินอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของแผนช่วยเหลือฉุกเฉินและการใช้เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์จากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือช่วยให้การตอบสนองเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการโจมตี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนในอนาคต รวมถึงการเตรียมมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติมสำหรับเรือสินค้าไทยที่ผ่านช่องแคบหรือบริเวณอ่อนไหว พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิภาพและสุขภาพใจของลูกเรือที่เผชิญเหตุรุนแรงเหล่านี้ด้วย โดยรวมแล้วเหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างหน่วยงานความมั่นคงต่างชาติ ตลอดจนการมีระบบแจ้งเตือนและการช่วยเหลือฉุกเฉินที่ทำงานอย่างประสานงาน ความปลอดภัยของพลเรือนไทยและพาหนะทางทะเลต้องเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อนำไปสู่การเดินเรือที่ปลอดภัยและสงบสุขในอนาคต