มาทำความรู้จัก "ค่าการกลั่น"

1. ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) คืออะไร?

ค่าการกลั่นคือ ส่วนต่างระหว่าง

- ต้นทุนเฉลี่ยน้ำมันดิบที่นำเข้า

- รายได้เฉลี่ยผลิตภัณฑ์โรงกลั่น

2. ค่าการกลั่น (GRM) ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น : เนื่องจากค่าการกลั่นยังไม่รวม "ต้นทุน" ที่เกิดขึ้นโดยต้นทุนนั้นประกอบด้วย

2.1 ค่าใช้จ่ายน้ำมันดิบเพิ่มเติม

- ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงและราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายจริง (Crude Premium)

- ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ

- ค่าเบี้ยประกันภัย

2.2 ต้นทุนของโรงกลั่น

- ค่าเชื้อเพลิง

- ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ

- ค่าซ่อมบำรุง

- ค่าแรง

- ค่าเสื่อมจากเงินลงทุน

- ดอกเบี้ยและภาษี

เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จึงจะคิดเป็นกำไรสุทธิของโรงกลั่น

3. วิกฤตสงคราม โรงกลั่นฟันกำไรจริงหรือไม่ ?

วิกฤตสงคราม อาจทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจริง แต่ "ต้นทุน" ก็พุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

- ส่วนต่างน้ำมันดิบอ้างอิง กับ น้ำมันดิบขายจริงเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า

- ช่วงสงคราม เรือขาดแคลน ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 5 เท่า

- ค่าเบี้ยประกันภัยพุ่งสูงมาก โดยอาจเพิ่มถึง 100 เท่า

ช่วงวิกฤตสงคราม = ค่าการกลั่นพุ่ง

- น้ำมันดิบซื้อก่อนเกิดสงคราม (ราคาปกติ)

- น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดกลางปรับสูงขึ้น (ราคาวิกฤต)

ช่วงสงครามสิ้นสุด = ค่าการกลั่นติดลบ

- น้ำมันดิบซื้อตอนเกิดสงคราม (ราคาวิกฤต)

- น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดกลางปรับตัวลดลง (ราคาปกติ)

นั่นหมายถึงว่า ในช่วงสงคราม โรงกลั่นอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องเอามา "เฉลี่ย" จากที่ขาดทุนหลังสงครามจบแล้ว เนื่องจากราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปลงสู่ระดับปกติ แต่ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อช่วงวิกฤตกลับมีต้นทุนสูงมาก

ซึ่งนี่คือ วงจรของอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันในตลาดโลก

#TheStructure

#TheStructureNews

#น้ำมัน #สงครมอิหร่าน #โรงกลั่น

3/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์และสภาพการณ์จริงในอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน จะเห็นได้ว่า "ค่าการกลั่น" หรือ GRM นั้นเป็นเพียงตัวชี้วัดเบื้องต้นที่บอกถึงส่วนต่างระหว่างต้นทุนน้ำมันดิบกับรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่า GRM ยังไม่ใช่กำไรสุทธิที่แท้จริงของโรงกลั่น เพราะยังมีต้นทุนแอบแฝงที่ต้องนำมาหักลบออกไปอีกหลายส่วน เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย การซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตสงครามหรือความขัดแย้งในระดับโลกนั้น จะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน รวมถึงต้นทุนที่เกี่ยวเนื่องอย่างค่าระวางเรือ หรือค่าเบี้ยประกันภัยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของโรงกลั่นระหว่างวิกฤตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ราคาน้ำมันที่ขายออกในตลาดจะสูงขึ้นและทำให้ค่าการกลั่นดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วย แต่โรงกลั่นต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ ทำให้กำไรสุทธิอาจถูกบีบรัดอย่างมาก หรือในบางกรณีอาจติดลบเมื่อสิ้นสุดวิกฤต ยิ่งไปกว่านั้น การซื้อขายน้ำมันในช่วงเวลาที่ราคาผันผวนยังเพิ่มความเสี่ยงให้โรงกลั่นต้องบริหารสต็อกและต้นทุนอย่างรอบคอบ เพราะถ้าซื้อน้ำมันดิบในช่วงราคาสูงแล้วราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปลดลงในภายหลัง โรงกลั่นจะได้รับผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิ การบริหารต้นทุนและการทำความเข้าใจปัจจัยแวดล้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้โรงกลั่นผ่านวิกฤตไปได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ การติดตามและวิเคราะห์ค่าการกลั่นอย่างรอบด้านพร้อมคำนึงถึงต้นทุนต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนหรือเจ้าของธุรกิจโรงกลั่น เพื่อให้เห็นภาพจริงของผลกำไรและการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันที่ซับซ้อนนี้