น้ำมันในตลาดโลกพุ่งจากวิกฤต ทำให้โรงกลั่นรวยขึ้นจริงหรือ? และทำไมโรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบราคาถูกในอดีต แต่ถึงมาคิดราคาน้ำมันสำเร็จรูปแพงในปัจจุบัน?

The Structure ขออธิบายให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "วัฎจักร" (Cycle) ของธุรกิจโรงกลั่น ในยามที่เกิดวิกฤตราคาพลังงานพุ่ง

---

โดยจะขอยกตัวอย่าง ช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน (ไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 ปี 2022) มาเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและจับต้องได้

จากข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทย พบว่า

- กำไรของกลุ่มโรงกลั่นเฉลี่ย ไตรมาส 1 ปี 2022 ถึงไตรมาส 2 ปี 2023 เหลือเพียง ประมาณ 17,000 ล้านบาท/ปี (0.3 บาท/ลิตร)

- ซึ่งต่ำกว่าช่วงปกติ ปี 2015–2019 ประมาณ 3 เท่า โดยอยู่ที่ ประมาณ 58,000 ล้านบาท/ปี (1.12 บาท/ลิตร)

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

---

เพราะธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะเป็น "วัฎจักร" (Cycle)

[ขาขึ้น : กำไร Stock]

ไตรมาส 1/2022 ถึง ไตรมาส 2/2022 : ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น ทำให้โรงกลั่นดู "กำไร" สูงขึ้น เนื่องจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้น กับ ราคาสต๊อกน้ำมันดิบที่ซื้อในช่วงก่อนเกิดสงคราม

[ขาลง : ขาดทุน Stock]

ไตรมาส 3/2022 ถึง ไตรมาส 2/2023 : เมื่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวลดลง ทำให้โรงกลั่นต้องเผชิญภาวะ “ขาดทุน” เนื่องจากการต้นทุนซื้อน้ำมันดิบที่ซื้อในช่วงสงคราม มีราคาแพงกว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นไปขาย

โดยกลุ่มโรงกลั่นในไทยเผชิญภาวะดังกล่าวไปอย่างต่อเนื่อง 4 ไตรมาส

จนทำให้ผลประกอบการในช่วงปีที่เกิดวิกฤตพลังงาน สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้นมา โรงกลั่นจึงมีกำไรลดลง จากภาวะปกติอย่างเห็นได้ชัด

---

แม้ช่วงเกิดวิกฤต ดูเหมือนว่าโรงกลั่นได้ "กำไร" สูงขึ้นก็จริง แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้น ก็ต้องนำไปซื้อน้ำมันดิบราคาแพงในช่วงวิกฤต ทำให้ต้องเผชิญภาวะ "ขาดทุน" เมื่อถึงช่วงขาลงของราคาน้ำมัน

การเข้าใจธุรกิจโรงกลั่นจึงต้องมองให้ครบ “วัฎจักร” (cycle) ที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง และต้องรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งภัยธรรมชาติ สงคราม ก่อการร้าย และอื่นๆ

สุดท้าย เราต้องเข้าใจว่า "น้ำมัน" เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งมีกลไกตลาดเสรีที่ทั่วโลกใช้เป็นกติการ่วมกัน

#TheStructure

#TheStructureNews

#น้ำมัน #สงครามอิหร่าน #โรงกลั่น

3/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามราคาน้ำมันและธุรกิจโรงกลั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมพบว่าสิ่งที่ผู้อ่านหลายคนอาจไม่ทราบคือ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cycle) ซึ่งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤตไม่จำเป็นจะหมายความว่าโรงกลั่นจะได้กำไรมากเสมอไป ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022 ที่ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงมาก โรงกลั่นอาจดูเหมือนจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ถูกในอดีต แต่เมื่อต้องซื้อสต็อกน้ำมันดิบใหม่ในราคาสูง ทำให้ช่วงหลังนั้นโรงกลั่นต้องแบกรับต้นทุนที่สูงและเผชิญกับภาวะขาดทุนในช่วงราคาน้ำมันลดลง นอกจากนี้ ธุรกิจโรงกลั่นยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมหลากหลาย เช่น ภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและสงคราม ตลอดจนปัจจัยเศรษฐกิจโลกและนโยบายพลังงานของแต่ละประเทศ ที่ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาข้อมูลผลประกอบการโรงกลั่นในไทยช่วงปี 2015-2019 เทียบกับปีวิกฤต 2022-2023 พบว่ากำไรเฉลี่ยของโรงกลั่นลดลงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาด สุดท้าย สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้ผู้อ่านเข้าใจคือ "น้ำมัน" เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีการซื้อขายในตลาดโลกแบบเสรี ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงโรงกลั่น ต้องเตรียมแผนรับมือกับวัฏจักรของราคาน้ำมันที่มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงอยู่เสมอ การใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงและการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความมั่นคงและสร้างกำไรในระยะยาวของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน