หลายประเทศในเอเชียกำลังเพิ่มการใช้งาน "ถ่านหิน" ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและราคาที่พุ่งกระฉูดอันเป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

🔴 จีน (China): แม้จีนจะเป็นแชมป์โลกด้านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แต่เพื่อป้องกันปัญหาไฟดับ (Power Crunch) ที่เคยสร้างความเสียหายต่อภาคการผลิตอย่างหนัก รัฐบาลปักกิ่งได้ไฟเขียวอนุมัติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พร้อมสั่งให้เหมืองถ่านหินในประเทศเร่งกำลังการผลิตแบบเต็มพิกัด เพื่อสร้างกันชน (Buffer) ป้องกันผลกระทบจากราคา LNG นำเข้าที่พุ่งสูง

🔴 ญี่ปุ่น (26 มี.ค. 69): รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งประกาศไฟเขียว "ปลดล็อก" ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นการฉุกเฉิน เพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานและป้องกันปัญหาไฟฟ้าดับ (Blackout) เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงได้

🔴 เกาหลีใต้: รัฐบาลได้สั่งยกเลิกเพดานจำกัดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปก่อนหน้านี้แล้ว

🔴 ไทย: กำลังเตรียมพร้อมที่จะนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน 2 ยูนิตที่เพิ่งถูกปลดระวางไปเมื่อปีที่แล้ว กลับมาเดินเครื่องใช้งานอีกครั้ง

🔴 อินเดีย: ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอย่างหนักอยู่แล้ว ขณะนี้ภาคประชาชนต้องหันมาใช้ถ่านหินเพื่อทดแทนก๊าซหุงต้มที่ขาดแคลนและมีราคาแพง

---

"วิกฤตน้ำมันและก๊าซจากอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีแหล่งพลังงานภายในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก ซึ่งถ่านหินเป็นเช่นนั้น" เอมี คอง (Amy Kong) นักวิเคราะห์วิจัยจาก Zero Carbon Analytics กล่าว

สถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis) ระบุว่า สิ่งที่ซ้ำเติมปัญหาคือ ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ไม่มีแหล่งกักเก็บก๊าซใต้ดิน ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อปัญหาราคาที่พุ่งกระฉูด

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงกำลังเพิ่มการใช้ถ่านหิน ซึ่งสามารถจัดหาได้จากในภูมิภาคหรือแม้กระทั่งภายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาไฟดับและปกป้องประชาชนจากภาวะราคาช็อกอย่างรุนแรง

แม้จะไม่สามารถนำไปใช้ทดแทนในโรงไฟฟ้า LNG ได้โดยตรง แต่ประเทศต่างๆ ก็สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ให้เต็มกำลังการผลิตมากขึ้น หรือนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่หยุดใช้งานไปแล้วกลับมาเดินเครื่องใหม่ได้

---

ขณะที่ Dinita Setyawati นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียจากศูนย์วิจัย Ember กล่าวว่า การหันกลับไปใช้ถ่านหินจะ "สร้างต้นทุนมหาศาลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข"

และแม้ว่าการเพิ่มกำลังการผลิตถ่านหินชั่วคราวจะเป็นมาตรการขัดตาทัพที่น่าดึงดูดใจ แต่ภาคธนาคารก็ลังเลที่จะให้เงินทุนสนับสนุนการก่อสร้างโครงการถ่านหินใหม่ๆ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สูญเปล่า (stranded assets) ในขณะที่ประเทศต่างๆ ถูกบังคับให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศ

#TheStructure

#TheStructureNews

#LNG #โรงไฟฟ้าถ่านหิน #สงครามอิหร่าน

3/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่าในช่วงวิกฤตพลังงานปัจจุบัน การเพิ่มการใช้ถ่านหินในหลายประเทศเอเชียไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายด้านนโยบายพลังงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่แม้จะมีแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งมากที่สุดในโลก แต่ก็ยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อรองรับความต้องการพลังงานสูงในช่วงวิกฤต เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถทดแทนพลังงานฟอสซิลได้ทั้งหมดในระยะสั้น นอกจากนี้ในหลายประเทศ ภาวะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมาก จึงเห็นได้ชัดว่าการมีแหล่งพลังงานถ่านหินภายในประเทศหรือภูมิภาคช่วยลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานนำเข้าที่มีความผันผวนสูงได้ดี แม้จะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ตาม จากข้อสังเกตนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลที่อนุมัติปลดล็อกการผลิตไฟฟ้าถ่านหิน เช่นในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองในเชิงสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นักลงทุนและภาคธนาคารที่ลังเลไม่สนับสนุนโครงการถ่านหินใหม่สะท้อนถึงความกังวลในอนาคตที่โลกกำลังลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเข้มงวด สำหรับประเทศไทย การนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าถ่านหิน 2 ยูนิตที่ถูกปลดระวางกลับมาใช้ใหม่ นับเป็นมาตรการฉุกเฉินที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าในระยะสั้น สำหรับประชาชนทั่วไป นอกจากจะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์นี้แล้ว ยังควรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่มีอยู่ เพื่อช่วยลดผลกระทบในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วยกัน ท้ายที่สุดนี้ จากการติดตามและศึกษาข้อมูลต่างๆ ผมมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นโอกาสสำหรับการเร่งพัฒนานวัตกรรมพลังงานทางเลือกและระบบจัดเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งพาฟอสซิลในอนาคตอันใกล้