HOT ISSUE : เจาะลึกโครงสร้างโรงกลั่นไทย "กักตุน" หรือ "ส่งไม่ทัน"? สางปมวิกฤตพลังงานท่ามกลางไฟสงคราม

ป้าย "น้ำมันหมด (Sold Out)" ตามสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในช่วงนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนไม่น้อย ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน) ที่ดันราคาน้ำมันดิบโลกให้ผันผวน สิ่งที่ตามมาคือคำถามและข้อกล่าวหาจากนักการเมืองบางส่วนที่พุ่งเป้าไปที่ "โรงกลั่น" ว่าฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่?

The Structure ขอพาไปเจาะลึกโครงสร้างการทำงานของโรงกลั่นน้ำมันไทย กางข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อทำความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ คือการ "กักตุน" หรือแท้จริงแล้วคือ "คอขวดด้านโลจิสติกส์"

🔴 1. โรงกลั่นไม่ได้เบรค แต่กำลัง "เร่งเครื่อง 100%"

ข้อกล่าวหาที่ว่าโรงกลั่นชะลอการผลิตเพื่อกักตุนสินค้านั้น ขัดแย้งกับตัวเลขการดำเนินงานจริงอย่างสิ้นเชิง

จากข้อมูลประเมินในเดือนมีนาคม 2569 (โดยอ้างอิงจากกลุ่มโรงกลั่นหลัก 6 แห่ง) พบว่า อัตราการผลิต (Utilization Rate) ถูกดันขึ้นไปแตะระดับ 100% เต็มกำลังความสามารถ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2564-2568) ที่เคยเดินเครื่องอยู่ระดับ 93% เท่านั้น หมายความว่าในฝั่งของผู้ผลิตต้นทาง กำลังทำงานอย่างหนักกว่าสภาวะปกติเพื่อป้อนน้ำมันเข้าสู่ระบบให้ทันต่อความต้องการ

🔴 2. โครงสร้างที่ทำให้การ "กักตุนน้ำมัน" เป็นไปไม่ได้

ในทางปฏิบัติ การที่โรงกลั่นจะแอบเก็บน้ำมันไว้ในแทงก์เพื่อรอราคาขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยข้อจำกัดทางวิศวกรรมและกฎหมาย 4 ประการ:

▪️ เดินเครื่อง 24 ชั่วโมง: กระบวนการกลั่นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถเปิดๆ ปิดๆ ได้เหมือนสวิตช์ไฟ

▪️ คลังเก็บมีขีดจำกัด (Bottlenecked Capacity): โรงกลั่นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น "โกดัง" ถังเก็บน้ำมันมีพื้นที่จำกัด หากไม่ระบายน้ำมันที่ผลิตเสร็จแล้วออกไป ถังจะเต็มและระบบทั้งหมดจะต้องหยุดชะงัก (Shut down) ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล

▪️ ต้องสูบจ่ายออกทุกวัน: เพื่อให้สายพานการผลิตเดินหน้าต่อได้ น้ำมันต้องถูกสูบจ่ายออกจากโรงกลั่นเข้าสู่ระบบการขนส่งอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

▪️ โปร่งใส ตรวจสอบได้: ปริมาณน้ำมันคงคลังทั้งหมดไม่ใช่ความลับ โรงกลั่นต้องรายงานตัวเลขแบบรายวันต่อ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ภาครัฐจึงรับรู้สถานะของคลังน้ำมันแบบเรียลไทม์เสมอ

🔴 3. เมื่อความตื่นตระหนก ดัน "Demand" พุ่งทะยาน

สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันดูเหมือนขาดแคลน ไม่ใช่เพราะ Supply หาย แต่เป็นเพราะ Demand หรือความต้องการใช้น้ำมันในช่วงวันที่ 1-15 มีนาคม 2569 พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความกังวลเรื่องสงคราม:

▪️ กลุ่มเบนซิน: ความต้องการพุ่งเป็น 36 ล้านลิตร/วัน (เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2568)

▪️ กลุ่มดีเซล: ความต้องการพุ่งเป็น 85 ล้านลิตร/วัน (เพิ่มขึ้นถึง 26% จากปี 2568)

เมื่อประชาชนและภาคธุรกิจแห่กันเติมน้ำมันเต็มถังหรือกักเก็บไว้ใช้เองพร้อมๆ กันทั่วประเทศ ปริมาณการดึงน้ำมันออกจากปั๊มจึงรวดเร็วกว่าภาวะปกติหลายเท่าตัว

🔴 4. "การขนส่ง" คือคอขวด ไม่ใช่น้ำมันขาดประเทศ

กระบวนการเดินทางของน้ำมันมีโครงสร้างที่ชัดเจน: โรงกลั่น ➔ ผู้ค้าน้ำมัน (Traders) ➔ รถขนส่ง ➔ สถานีบริการ/ภาคอุตสาหกรรม/เกษตร

การซื้อขายระหว่างโรงกลั่นกับผู้ค้ามีสัญญาและโควต้าที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดภาวะ Panic Buy ที่ดึงน้ำมันออกจากสถานีบริการอย่างรวดเร็ว ปัญหาที่แท้จริงจึงไปตกอยู่ที่ "ระบบโลจิสติกส์" รถบรรทุกน้ำมันมีจำนวนจำกัดและมีรอบเวลาในการวิ่งที่ตายตัว เมื่อทุกปั๊มในทุกพื้นที่สั่งน้ำมันเพิ่มพร้อมๆ กัน การจัดรถขนส่งจากคลังไปเติมให้ตามปั๊มต่างๆ จึงเกิดอาการ "วิ่งรถส่งไม่ทัน" (Logistics Lag)

บทสรุป: ภาพปั๊มน้ำมันที่ติดป้ายหมด ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมัน หรือโรงกลั่นกำลังเล่นแง่กักตุน น้ำมันยังคงถูกผลิตออกมาเต็มกำลัง 100% และถูกส่งออกจากโรงกลั่นทุกวัน ปรากฏการณ์นี้คือ "คอขวดของการกระจายสินค้า" ที่เผชิญกับแรงกระชากของความต้องการอย่างฉับพลันเท่านั้น

เมื่อความตื่นตระหนกทุเลาลง และรถขนส่งสามารถวิ่งทำรอบกระจายสินค้าได้ตามปกติ สถานการณ์หน้าปั๊มก็จะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง

#TheStructure

#TheStructureNews

#น้ำมันหมด #โรงกลั่น #สงครามอิหร่าน

3/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในช่วงวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายคนอาจสงสัยว่าโรงกลั่นน้ำมันไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหรือไม่จากกรณีป้าย "น้ำมันหมด" ตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงนี้ จากประสบการณ์และข้อมูลที่ได้รับมา การทำงานของโรงกลั่นน้ำมันไทยในปัจจุบันนั้นยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันด้วยกำลังการผลิตเต็มที่ถึง 100% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไม่ได้ชะลอหรือกักตุนสินค้าน้ำมันเพื่อเก็งกำไรตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด ในกระบวนการกลั่นน้ำมันต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงเพราะระบบไม่ได้ถูกออกแบบให้สามารถหยุดชะงักหรือเก็บน้ำมันไว้ในคลังมากเกินไปได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางวิศวกรรมและข้อกฎหมาย เช่น ขีดจำกัดความจุของถังเก็บ ทำให้ต้องจ่ายน้ำมันออกทุกวันเพื่อให้กระบวนการผลิตทำงานอย่างราบรื่น อีกทั้งยังต้องรายงานปริมาณน้ำมันคงคลังให้ภาครัฐตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์เพื่อความโปร่งใส สิ่งที่น่าสนใจคือปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินที่เพิ่มขึ้นถึง 15% และดีเซลที่เพิ่มขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากความตื่นตระหนกในตลาดน้ำมันโลก ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจต่างแห่กันเติมน้ำมันเต็มถังพร้อมกันทั่วประเทศ ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การผลิตน้ำมันแต่อย่างใด แต่เกิดจาก "คอขวด" ในระบบการขนส่ง — รถบรรทุกน้ำมันมีจำนวนจำกัดและต้องวิ่งตามรอบเวลาที่กำหนด ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำมันได้ทันรองรับความต้องการที่พุ่งสูงในทันที เกิดเป็นการขาดแคลนชั่วคราวตามสถานีบริการ จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อต้องเติมน้ำมันในช่วงเวลาวิกฤต ผมพบว่าการวางแผนและจัดการเรื่องระบบขนส่งน้ำมันเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพัฒนาเพื่อลดปัญหาการสะดุดในการส่งออกสินค้าในลักษณะนี้ในอนาคต อีกทั้งควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสต่อสาธารณชน เพื่อช่วยลดความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดต่อบทบาทของโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวิกฤต การเข้าใจว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการกักตุน แต่เป็นเรื่องของความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นชนิดฉับพลันและข้อจำกัดของระบบโลจิสติกส์ จะช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันหาทางแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายจะปรับโครงสร้างระบบพลังงานของประเทศให้มีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ TONG
TONG

ชาวบ้าน ซื้อไปเก็บใส่ตุ่มเหรอ?