ใครอนุญาตให้ Nutella ไปอวกาศ? : เมื่อช็อกโกแลตกลางยานอวกาศกลายเป็นคำถามทางกฎหมาย

บทความโดย ภัทรนรินทร์ อินโต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ ชนัฐวัฒน์ ศิริเอี้ยวพิกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

---

ในช่วงเวลาที่ภารกิจ Artemis II กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษยชาติ ด้วยการส่งนักบินอวกาศเดินทางไกลจากโลก เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ในระหว่าง livestream ของภารกิจ Artemis II ขณะที่นับถอยหลัง กระปุก Nutella ลอยออกมาจากพื้นที่ครัวของยาน Orion หมุนตัวในห้องโดยสาร และหยุดนิ่งโดยหันป้ายฉลากเข้าหากล้องพอดี

ทำให้สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมทั่วโลกกลับไม่ใช่เพียงภาพของดวงจันทร์หรือเทคโนโลยีอวกาศล้ำสมัย หากแต่เป็น “กระปุก Nutella” ที่ลอยผ่านหน้ากล้องภายในยาน Orion จนกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

โซเชียลมีเดียระเบิด เมื่อมีคนหนึ่งเขียนว่า "Nutella just hit a world record flying as far away from Earth as nobody else did before." และอีกคนแซวว่า "Nutella just got the most badass free ad in maybe human history." [1]

ฝั่ง Ferrero บริษัทแม่ของ Nutella ตอบสนองทันทีบนโซเชียลมีเดียว่า "Honored to have traveled further than any spread in history. Taking spreading smiles to new heights." [2]

ซึ่งโพสต์นั้น สะสมผู้ชมกว่า 1.3 ล้านครั้งในไม่กี่ชั่วโมง แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะ มีคำถามทางกฎหมายซ่อนอยู่มากมาย

หลายคนตั้งคำถามทันทีว่า นี่คือการโฆษณาในอวกาศหรือไม่

“ใครอนุญาตให้ Nutella ไปอวกาศ”

“กฎหมายอวกาศเกี่ยวข้องอย่างไร”

“Nutella มีประโยชน์ด้านใด”

---

1) ใครอนุญาตให้ Nutella ไปอวกาศ

---

Nutella เดินทางไปอวกาศพร้อม Artemis II คือ ภารกิจในโครงการ Artemis ของ NASA ซึ่งมีเป้าหมายทดสอบยาน Orion และระบบปฏิบัติการในอวกาศลึกก่อนการลงจอดบนดวงจันทร์ในภารกิจถัดไป

ภารกิจนี้มีนักบินอวกาศ 4 คน และถูกจับตามองอย่างมาก เพราะเป็นการพามนุษย์เดินทางไกลจากโลกในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่ยุค Apollo ระหว่างการถ่ายทอดสด ผู้ชมจึงได้เห็นทั้งรายละเอียดของภารกิจและภาพชีวิตประจำวันบนยาน เช่น อาหารและของใช้ส่วนตัว

เมนูอาหารของ Artemis II มีทั้งหมด 189 รายการ และถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะกับโภชนาการ ความปลอดภัย อายุการเก็บรักษา มวล ปริมาตร และข้อจำกัดด้านพลังงานของยาน Orion

ดังนั้นเมนูอาหารจึงไม่ได้สะท้อนเพียงรสนิยม แต่ยังสะท้อนการออกแบบอาหารสำหรับการบินอวกาศโดยตรง Nutella จึงเป็นส่วนหนึ่งของเสบียงที่ได้รับการอนุมัติ ไม่ใช่สินค้าที่ถูกนำขึ้นไปเพื่อการตลาด

หากถามว่าใครเป็นผู้อนุญาตให้ Nutella อวกาศ ทันทีที่กระแสไวรัล ผู้คนบนโซเชียลมีเดียเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือ "product placement" ที่วางแผนไว้หรือไม่?

ทำให้ NASA ตอบสนองอย่างรวดเร็ว Bethany Stevens โฆษกประจำ NASA แถลงต่อสื่อมวลชนว่า "NASA does not select crew meals or food in association with brand partnerships. This was not a product placement." [3]

คำดังกล่าวมีนัยทางกฎหมายที่สำคัญมาก เพราะมันสร้างเส้นแบ่งระหว่างอาหารที่นักบินเลือกเพื่อตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งของภารกิจ กับ สินค้าที่บริษัทจ่ายเงินเพื่อปรากฏในสื่อของ NASA ซึ่งสองสิ่งนี้มีนัยทางกฎหมายที่แตกต่างกันสิ้นเชิง

Kennedy Space Center เองก็เข้าร่วมกระแสอย่างเป็นทางการ โดยเขียนว่า "Enjoying sweet treats while our Artemis crew takes sweet photos of the Moon!" [4]

แต่การเล่นตามกระแสของหน่วยงานในโซเชียลมีเดียบางครั้งมักมีแง่มุมทางกฎหมายสอดแทรกอยู่เสมอ

นอกจากนี้ รู้หรือไม่ว่า “ขนมปัง” เป็นสิ่งต้องห้ามบนยานอวกาศ เพราะเศษขนมปังลอยในสภาวะไร้น้ำหนักสามารถเข้าไปทำลายอุปกรณ์ที่มีความละเอียดสูงได้ นักบินอวกาศจึงใช้แป้งตอร์ติย่า (Tortilla) แทน ทำให้ Nutella กลายเป็นคู่หูที่สมเหตุสมผลในบริบทนี้

การเลือกอาหารของ NASA ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพิถีพิถันด้านโภชนาการเพียงอย่างเดียว อาหารทุกชนิดต้องผ่านการทดสอบว่าเหมาะกับสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง มีน้ำหนักเบา เก็บรักษาได้นาน และเหมาะกับการรับประทานในอวกาศ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ มิติด้านจิตวิทยา อาหารที่คุ้นเคยในภารกิจที่ยาวนานได้ [5] หรืออาหารที่ทานแล้วสุขใจ รวมถึงอาหารที่เราชอบรับประทานในวัยเด็ก (Comfort Food)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้รับประทานอาหารที่ชอบคงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญในการช่วยรักษาขวัญกำลังใจและเยียวยาจิตใจ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือ “อาหาร” ในอวกาศมีความหมายแตกต่างจากอาหารบนโลกอย่างมาก บนโลก อาหารอาจเป็นเรื่องของรสชาติ ความสะดวก หรือไลฟ์สไตล์ แต่ในอวกาศ อาหารกลับกลายเป็นทั้ง “วิทยาศาสตร์” และ “จิตวิทยา” ไปพร้อมกัน

เพราะนักบินอวกาศต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่โดดเดี่ยว ความเครียด และการอยู่ห่างจากโลกเป็นเวลานาน อาหารที่คุ้นเคยจึงช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมโยงกับชีวิตบนโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

---

2) กฎหมายอวกาศเกี่ยวข้องอย่างไร

---

กฎหมายอวกาศเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงผ่านหลักการสำคัญในโดยเฉพาะสนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอกรวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ค.ศ. 1967 (Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space, including the Moon and Other Celestial Bodies หรือ Outer Space Treaty)

ซึ่งกำหนดว่า รัฐไม่อาจอ้างอธิปไตยเหนือห้วงอวกาศได้ แต่ยังคงมีเขตอำนาจเหนือวัตถุอวกาศที่จดทะเบียน รวมถึงบุคลากรที่อยู่บนวัตถุนั้นในอวกาศ หลักการนี้ทำให้ทุกสิ่งที่ถูกนำขึ้นสู่อวกาศต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นยานอวกาศ อุปกรณ์ หรือแม้แต่อาหารของนักบินอวกาศ อย่าง Nutella ด้วย

ทั้งนี้ หากขยายความในแง่มุมของกฎหมาย เขตอำนาจรัฐ (Jurisdiction) ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่า “อำนาจรัฐ (Jurisdiction)” คือ รูปแบบของอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ที่มักจะอ้างถึงอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative) บริหาร (Executive) และตุลาการ (Judicial) [6]

ส่วนเขตอำนาจรัฐในบริเวณเขตแดนห้วงอวกาศ รัฐจะมีอำนาจรัฐเหนือพื้นที่อวกาศมากน้อยอย่างไรนั้น ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ Outer Space Treaty ได้มีการกำหนดไว้ว่า ในอวกาศรัฐไม่สามารถอ้างอธิปไตย (Sovereignty) เหนืออวกาศได้ รัฐมีเพียงสิทธิในการใช้อำนาจรัฐในกรณีเหนือวัตถุอวกาศที่ได้จดทะเบียน และพนักงานแห่งวัตถุนั้นในขณะที่อยู่ในอวกาศ ซึ่งเป็นไปตาม ข้อ 8 ของ Outer Space Treaty

เมื่อมองในบริบทของการกำหนดเขตแดนระหว่างห้วงอากาศกับห้วงอวกาศ กรณี Nutella ยังสะท้อนปัญหาทางกฎหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การที่กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่กำหนดเส้นแบ่งที่เป็นเอกภาพอย่างเด็ดขาดว่า "จุดใดเริ่มเป็นห้วงอวกาศ"

แนวคิดที่ได้รับการอธิบายมากที่สุดคือแนวความคิดเกี่ยวกับระยะอวกาศ (Spatial Approach) ซึ่งอาศัยพฤติกรรมและการยอมรับโดยปริยายของรัฐในทางปฏิบัติ เมื่อรัฐต่าง ๆ ไม่คัดค้านการส่งดาวเทียมหรือกิจกรรมอวกาศที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แนวทางนี้จึงค่อย ๆ กลายเป็นฐานสำคัญของกฎเกณฑ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศ

กรณี Nutella จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการที่เรื่องเล็ก ๆ บนหน้าข่าวสามารถพาเราไปสู่คำถามทางกฎหมายขนาดใหญ่ได้ ว่าใครมีอำนาจอนุญาตสิ่งใดในอวกาศ รัฐมีเขตอำนาจแค่ไหน และกฎหมายอวกาศแบ่งขอบเขตระหว่าง “พื้นที่ที่รัฐควบคุมได้” กับ “พื้นที่ที่รัฐไม่อาจอ้างอธิปไตยได้”

อย่างไรก็ตาม Nutella ไม่ได้ไปอวกาศเพราะมีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นเจ้าของอวกาศ แต่เพราะอยู่ในการอนุมัติของภารกิจที่ดำเนินไปภายใต้กรอบกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายอวกาศ

---

3) Nutella มีประโยชน์ด้านใด

---

แน่นอนว่า Nutella มีประโยชน์ทางด้านโภชนาการ แต่ในภารกิจอวกาศไม่ได้มีประโยชน์เพียงด้านโภชนาการหรือพลังงานเท่านั้น ยังมีบทบาทสำคัญในด้านมิติทางจิตใจและด้านความเป็นมนุษย์ของนักบินอวกาศอีกด้วย สะท้อน “ความเป็นมนุษย์” ของกิจกรรมอวกาศได้อย่างน่าสนใจ

เพราะท่ามกลางเทคโนโลยีขั้นสูงและภารกิจทางวิทยาศาสตร์อันตึงเครียด นักบินอวกาศยังคงนำอาหาร ความคุ้นเคย และวัฒนธรรมจากโลกติดตัวขึ้นไปสู่อวกาศเสมอ ไม่ต่างจากเสียงเพลง รูปถ่าย หรือสิ่งของส่วนตัวที่มนุษย์พกพาไปเพื่อเชื่อมโยงตนเองกับบ้านและโลกใบเดิม

ดังนั้น Nutella ที่ลอยอยู่กลางอวกาศอาจไม่ได้เป็นเพียง “อาหาร” หรือ “ไวรัล” แต่กำลังสะท้อนคำถามสำคัญต่ออนาคตของกฎหมายอวกาศว่า เมื่ออวกาศเริ่มกลายเป็นพื้นที่ของการบริโภค วัฒนธรรม และการตลาดระดับโลก กฎหมายอวกาศจะพัฒนาไปในทิศทางใด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ของเอกชน และหลักการที่ว่า “อวกาศคือพื้นที่ของมวลมนุษยชาติ”

ท้ายที่สุด บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครอนุญาตให้ Nutella ไปอวกาศ” แต่คือ “ในอนาคต เราจะยอมให้อวกาศกลายเป็นพื้นที่ทางการตลาดที่มีกฎหมายเข้ามาช่วยกำหนดความชัดเจนได้มากน้อยเพียงใด”

#TheStructure

#TheStructureNews

#nutella #NASA #กฎหมายอวกาศ

9 ชั่วโมงที่แล้วแก้ไขเป็น