โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า ได้ต่อสายตรงด่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ด้วยถ้อยคำรุนแรงและเต็มไปด้วยคำสบถจริง โดยชนวนเหตุมาจากความหงุดหงิดที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าเปิดศึกในเลบานอน ซึ่งขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการเจรจาสงบศึกกับอิหร่าน

ทรัมป์ได้เปิดเผยเรื่องนี้ผ่านพอดแคสต์ "Pod Force One" โดยยืนยันว่ารายงานของสำนักข่าว Axios ที่ระบุว่าเขาด่าผู้นำอิสราเอลนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งเนื้อหาในสายโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ระเบิดอารมณ์ใส่เนทันยาฮูอย่างดุเดือดว่า

"นายมันโคตรบ้าเลย นายคงต้องติดคุกไปแล้วถ้าไม่มีฉัน ฉันกำลังช่วยชีวิตนายอยู่ ตอนนี้ทุกคนเกลียดนายกันหมดแล้ว และทุกคนก็เกลียดอิสราเอลเพราะสงครามครั้งนี้"

ทรัมป์ชี้แจงว่าเขาไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกหงุดหงิดที่เนทันยาฮูเอาแต่ทำสงครามกับเลบานอนไม่หยุด จนเขาต้องบอกว่า "บีบี เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว" ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว

ชนวนเหตุของรอยร้าวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางในตะวันออกกลาง หลังจากอิสราเอลเปิดฉากบุกเลบานอนเพื่อกวาดล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้อิหร่านยื่นคำขาดว่าจะไม่ยอมลงนามในข้อตกลงยุติสงครามกับสหรัฐฯ เว้นแต่มาตรการหยุดยิงจะครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย

เมื่อถูกถามว่าเขาโดนเนทันยาฮู "หลอก" ให้โจมตีอิหร่านหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธพร้อมสวนกลับว่าเขาเป็นคนเริ่มปฏิบัติการนี้เองเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกล่าวทวงบุญคุณทิ้งท้ายว่า

"ถ้าไม่มีผม ตอนนี้คงไม่มีประเทศอิสราเอลอยู่แล้ว" ทรัมป์ย้ำว่าหากเขาไม่สั่งถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในสมัยแรก อิสราเอลคงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้มาก

แม้ว่าในมุมของนักวิจารณ์จะมองว่า การฉีกสัญญาของทรัมป์จะกลายเป็นชนวนทำให้อิหร่านเร่งสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงจนเข้าใกล้การสร้างอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าเดิม และทำให้การเจรจาในปัจจุบันยากขึ้นก็ตาม

#TheStructure

#TheStructureNews

#โดนัลด์ทรัมป์ #สหรัฐอเมริกา #อิสราเอล

6/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือความซับซ้อนทางการเมืองและการทูตที่มักมีทั้งความร่วมมือและความตึงเครียดในเวลาเดียวกัน เรื่องราวที่ทรัมป์เปิดเผยในพอดแคสต์ “Pod Force One” ถึงการต่อสายตรงด่าเนทันยาฮูด้วยถ้อยคำรุนแรงสะท้อนให้เห็นถึงความกดดันและความท้าทายในการจัดการกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากความโกรธที่แสดงออกมา การกระทำของทรัมป์สะท้อนปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือความยากลำบากในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่ไว้ใจกัน ในมุมมองส่วนตัว การเผชิญหน้าระหว่างผู้นำระดับโลกที่มีท่าทีรุนแรงอาจบ่งบอกถึงความตึงเครียดที่สะสมมานาน รวมทั้งความไม่สอดคล้องกันในนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กับความต้องการของพันธมิตรในตะวันออกกลาง ในหลายๆ ครั้ง เรามักเห็นว่าการตัดสินใจของผู้นำแต่ละฝ่ายส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเลบานอนที่เป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งนี้ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการตัดสินใจของทรัมป์ในการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่เขามองว่านโยบายนี้เป็นการช่วยปกป้องอิสราเอล ขณะที่หลายฝ่ายกลัวว่าจะทำให้อิหร่านเร่งสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ความขัดแย้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระหว่างสองประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงเกมการเมืองระดับโลกที่เปราะบาง การเข้าใจความซับซ้อนเหล่านี้ช่วยให้เราคาดการณ์และวิเคราะห์ทิศทางการเมืองระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์ระหว่างประเทศบ่อยครั้ง เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าระดับของการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำมีผลโดยตรงต่อสถานการณ์โลก การที่ทรัมป์เผยข้อความตรงๆ ออกมาทางสาธารณะช่วยเปิดมุมมองใหม่ที่บางครั้งสื่ออาจไม่ได้นำเสนอครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทั่วไปจะได้เข้าใจภาพรวมและผลกระทบของนโยบายเหล่านี้ในเชิงลึกมากขึ้น

3 ความคิดเห็น

รูปภาพของ GeminiPAUL
GeminiPAUL

ผีเน่ากับโลงผุ

รูปภาพของ art
art

สองตัวนี้เสพติดสงคราม...

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม