ในการเสวนา “เปิดหลักฐานคดีโกงเลือก สว. ภาค 2” ณ อาคารรัฐสภา ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือครั้งสำคัญข้ามขั้วทางการเมืองและภาคประชาสังคม
เป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, ไอลอว์ (iLaw) และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่ร่วมกันเปิดพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินของขบวนการแทรกแซงการเลือก สว. 2567 ซึ่งพบข้อเชื่อมโยงกับบุคคลในพรรคการเมืองใหญ่
การผนึกกำลังครั้งนี้ถูก แบ่งบทบาทในการแฉข้อมูลอย่างเป็นระบบและน่าสนใจ ดังนี้:
🔴 1. พรรคประชาชน: เปิดภาพรวม "5 ฉากทัศน์ขบวนการฮุบ สว."
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน จากพรรคประชาชน ได้เรียบเรียงข้อมูลจากพยานหลักฐาน ออกเป็น 5 ขั้นตอนของขบวนการ ได้แก่:
▪️ ฉากที่ 1 วางแผนยึดสภาสูง: มุ่งเป้าเจาะจังหวัดขนาดเล็กที่มีประชากรน้อย แต่มีสัดส่วน สว. ได้มาก
▪️ฉากที่ 2 จัดตั้งและจ้างคนลงสมัคร: พบการเกณฑ์คนลงสมัครเพื่อให้โหวตตามสั่ง โดยมีหลักฐานเส้นทางการเงินและการจัดอีเวนต์ต้องสงสัยในสำนักงานพรรคการเมืองท้องถิ่น (เช่น อำนาจเจริญ และหนองบัวลำภู)
▪️ฉากที่ 3 รวมพลศูนย์ทำโพย: มีการตั้งศูนย์ตามโรงแรมในหลายจังหวัด เพื่อซักซ้อมก่อนวันเลือกระดับประเทศ
▪️ฉากที่ 4 โหวตตามใบสั่ง: การลงคะแนนระดับประเทศด้วย "โพย" ที่จัดเตรียมไว้
ฉากที่ 5 ปฐมนิเทศลับ สว. ใหม่: จัดประชุมที่โรงแรมดังใน กทม. เพื่อดีลตำแหน่งประธานสภาฯ และให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า โดยพยานอ้างว่าพบเห็นแกนนำพรรคการเมืองใหญ่อยู่ในเหตุการณ์
🔴 2. ไอลอว์ (iLaw): กางหลักฐาน "เส้นทางการเงินสายใต้และอีสาน"
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ลงลึกถึงหลักฐานการโอนเงิน โดยพบว่า ในช่วงก่อนและหลังวันเลือก สว. ระดับจังหวัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีบุคคลที่อ้างตัวเป็น "ผู้ช่วย สส. พรรคใหญ่" ทำการโอนเงินเข้าบัญชีกลุ่มผู้สมัคร สว. นับสิบราย
โดยอ้างเหตุผลการโอนว่าเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าปุ๋ย ค่าเช่าพระ หรือคืนเงินยืม นอกจากนี้ ไอลอว์ยังตั้งคำถามถึงแกนนำพรรคการเมืองในพื้นที่ อำนาจเจริญ และสงขลา ว่าเครือข่ายใกล้ชิดมีส่วนรู้เห็นกับการเกณฑ์คนลงสมัครและโอนเงินสะพัดในช่วงดังกล่าวหรือไม่
🔴 3. พรรคประชาธิปัตย์: ชี้เป็น "รัฐประหารประชาธิปไตย" ขู่ฟ้อง กกต. ม.157
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ ตอกย้ำว่า ข้อมูลจากทุกฝ่ายสอดคล้องกันจนเป็นแพตเทิร์นที่ปฏิเสธไม่ได้ นี่คือ "การรัฐประหารประชาธิปไตยในเบื้องต้น"
พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยัง กกต. ว่า หากเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงใหม่ ปฏิเสธสำนวนจาก DSI หรือตัดสินสั่งไม่ฟ้อง กกต. อาจต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) เสียเอง และมองว่า กกต. หมดความน่าเชื่อถือแล้ว เรื่องนี้ต้องถึงมือศาลสถิตยุติธรรมเท่านั้น
🔴 4. นักว ิชาการ: เตือนตัดกิ่งพิษ รากแก้วยังอยู่ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ
ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ว่า นี่คือพัฒนาการจากการ "ซื้อเสียง" มาสู่ "การซื้ออิทธิพลเพื่อยึดกุมอำนาจรัฐ" โดยใช้โครงสร้างระบบราชการและเทคโนโลยีเข้าช่วย
พร้อมเตือน กกต. ว่า หากเลือกสั่งฟ้องแค่บางส่วนเพื่อ "ตัดตอน" หาคนรับผิดชอบ รากแก้วของปัญหาก็จะยังอยู่ และจะทำลายความชอบธรรมของสภาสูงทั้งหมด
บทสรุปของวงเสวนาเห็นตรงกันว่า เสียงของประชาชนและหลักฐานที่ทั้ง 4 ฝ่ายร่วมกันรวบรวม จะเป็นเกราะคุ้มครองพยาน และเป็นแรงกดดันไม่ให้ กกต. ทำงานล่าช้า
โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือ การร่วมมือกันผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนระบบการได้มาซึ่ง ส ว. ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาถึง
การเปิดหลักฐานคดีโกงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในครั้งนี้เป็นจุดสะท้อนปัญหาทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทย โดยได้เห็นว่าการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับผู้สมัครรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังลึกซึ้งไปถึงกลุ่มการเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ ทั้งภาคใต้และภาคอีสาน จากประสบการณ์ติดตามข่าวสารทางการเมืองและการทำงานภาคประชาสังคม ผมมองว่าการจับมือกันของหลายฝ่าย เช่น พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, และองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างไอลอว์ รวมถึงนักวิชาการรัฐศาสตร์ คือสัญญาณสำคัญที่ช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและนำความจริงสู่สาธารณะได้อย่างเป็นระบบ 5 ฉากทัศน์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเสวนาช่วยจำแนกขั้นตอนของขบวนการโกงชัดเจน ตั้งแต่การวางแผน เลือกสถานที่ลงสมัคร ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์ทำโพยและโหวตตามใบสั่ง ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ที่ใช้เทคนิคการจัดการข้อมูลและเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการพบว่ามีการโอนเงินผ่านบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้ช่วย ส.ส. พรรคใหญ่ในหลายจังหวัด เพื่อทำการสนับสนุนผู้สมัคร ส.ว. สิ่งที่สะท้อนชัดคือ ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้ด้วยการฟ้องร้องผู้กระทำผิดเพียงไม่กี่รายเท่านั้น แต่ต้องมีการแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองและรัฐธรรมนูญเพื่อยุติการแทรกแซงอำนาจรัฐในระบบสภาอย่างยั่งยืน สำหรับประชาชนผู้ติดตามเหตุการณ์นี้ สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเลือกตั้ง ที่จะส่งผลให้สังคมไทยสามารถต่อสู้กับการทุจริตและรักษาระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและการรวมตัวกันของทุกฝ่ายที่มีใจรักประชาธิปไตย จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างแท้จริง
