กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองถึงความเหมาะสมและเส้นแบ่งทางการเมืองในพื้นที่สถานศึกษา เมื่อปรากฏข่าวว่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ทั้งวิทยาเขตหาดใหญ่และปัตตานี ได้เชิญบุคลากรระดับ "แกนนำ" ของพรรคประชาชนเข้าร่วมเวทีเสวนา
โดยมีเงื่อนไขจูงใจว่านักศึกษาที่เข้าร่วมฟังจะได้รับ "ชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง" นำไปสู่การตั้งคำถามในสังคมว่า นี ่คือการแฝงตัวหาประโยชน์ทางการเมืองในสถาบันการศึกษาหรือไม่
ล่าสุด (18 ส.ค. 2569) "อ.เชน" ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า ตนได้รับทราบเรื่องราวจากสื่อมวลชน และได้สั่งการสายตรงไปยัง ปลัดกระทรวง อว. ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที
นายยศชนัน ระบุว่า การจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวถือเป็นเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยืนยันว่าไม่สามารถไปจำกัดได้
แต่ประเด็นสำคัญที่กระทรวง อว. ต้องเข้าไปตรวจสอบคือ กระบวนการจัดกิจกรรม และ การนำไปผูกกับการนับชั่วโมงกิจกรรม (หน่วยกิต) ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยอย่างถูกต้องหรือไม่
เมื่อถูกตั้งคำถามว่า หากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด จะต้องมีการออกระเบียบกลางเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศหรือไม่ ?
นายยศชนัน อธิบายว่า แต่ละมหาวิทยาลัยมีระเบียบและกระบวนการตาม พ.ร.บ. ของตนเองอยู่แล้ว รวมถึงกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ก็มีแนวทางขับเคลื่อนของตนเอง
หน้าที่หลักของกระทรวง อว. คือการกำกับดูแลว่าแต่ละแห่งทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมทิ้งท้ายอย่างเด็ดขาดว่า หากเรื่องไหนผิด มหาวิทยาลัยในแต่ละที่ก็มีหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว
การขยับตัวอย่างรวดเร็วของ รมว.อว. ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า พื้นที่มหาวิทยาลัยควรเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้อย่างเสรี แต่ต้องไม่เปิดช่องให้กลุ่มการเมืองใดเข้ามาแสวง หาผลประโยชน์ หรือใช้ระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือในการระดมมวลชนอย่างผิดระเบียบ
ประเด็นเรื่องการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นเวทีทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่กรณี ม.อ.ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะทวีความร้อนแรงขึ้น เนื่องจากมีการเชิญแกนนำพรรคประชาชนมาเสวนา พร้อมกับการจูงใจให้นักศึกษาได้รับชั่วโมงกิจกรรมเพิ่ม 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ามหาวิทยาลัยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ จากประสบการณ์ส่วนตัวในการศึกษาระดับอุดมศึกษาและเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาหลากหลายรูปแบบ สิ่งที่สำคัญคือความโปร่งใสของการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาการเสวนาที่เปิดกว้างไม่ลำเอียง และการแบ่งแยกสถานะของผู้เข้าร่วมในฐานะนักศึกษาและประชาชนที่แสดงออกทางความคิดอย่างเสรีและเหมาะสม การนำชั่วโมงกิจกรรมมาเป็นแรงจูงใจให้นักศึกษามาฟังเวทีการเมืองจำเป็นต้องมีมาตรฐานและเกณฑ์ความชัดเจน มิฉะนั้นอาจนำไปสู่การใช้ระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือแอบแฝงทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางของมหาวิทยาลัยและบรรยากาศการเรียนรู้อย่างเสรี การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ออกมาสั่งตรวจสอบในเหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นความตั้งใจที่จะรักษาพื้นที่ม.อ.ให้เป็นเวทีเสรี ไม่ซ้ำเติมด้วยเกมทางการเมืองที่เอาประโยชน์จากนักศึกษา นอกจากนี้ การมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลที่ชัดเจนในแต่ละมหาวิทยาลัย ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการละเมิดเสรีภาพของนักศึกษาและความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมทางการเมืองในสถาบัน การเปิดโอกาสให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ลืมบริบททางกฎหมายและนโยบายการศึกษาที่ต้องรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพและความเป็นกลางของสถานศึกษา สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากฝากถึงคือการเรียนรู้และตื่นตัวของนักศึกษาเอง ควรมีวิจารณญาณในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว และมหาวิทยาลัยควรสนับสนุนพื้นที่ที่ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแต่มีความรับผิดชอบ

การสัสนาทางวิชาการถือเป็นสิ่งกระทำได้อย่างแน่นอน แต่การสัมนาที่แฝงไปด้วยหลักศาสนา หรือลัทธิอื่นใดที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้วิจารณญาณ ในการเชิญ บางคน บางกลุ่ม บางลัทธิเข้าร่วมสัมนา