เปิด Timeline บจ.ไทย ใช้ FTSE Russell ESG Scores

เปิด Timeline บจ.ไทย ใช้ FTSE Russell ESG Scores

สู่ มาตรฐาน ESG ระดับโลก

.

ในยุคที่การลงทุนอย่างยั่งยืนกลายเป็นเทรนด์สำคัญระดับโลก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล โดยวางแผนนำ FTSE Russell ESG Scores มาใช้ในปี 2569

.

FTSE Russell ESG Scores ถูกพัฒนาโดย FTSE Russell บริษัทชั้นนำด้านดัชนีและข้อมูลการเงินในเครือ London Stock Exchange Group (LSEG) ซึ่งเป็นมาตรฐานการประเมินด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

.

โดยใช้มาตรวัดคะแนน 0.0 ถึง 5.0 ในการประเมินการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติหลัก ได้แก่:

.

🟢สิ่งแวดล้อม (E)

🟢สังคม (S)

🟢และบรรษัทภิบาล (G)

.

ครอบคลุมกว่า 300 ตัวชี้วัด ตามความเสี่ยงและลักษณะของแต่ละธุรกิจ เป็นเครื่องมือที่ช่วยนักลงทุนทั่วโลกในการคัดเลือกหลักทรัพย์สำหรับการลงทุนอย่างยั่งยืน

.

ข้อดีของการนำ FTSE Russell ESG Scores มาใช้กับบริษัทจดทะเบียนไทยคือ ทำให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้าน ESG กับบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ

เพิ่มโอกาสหุ้นไทยสู่สายตานักลงทุนต่างชาติ

.

ในขณะเดียวกัน การประเมินใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยบริษัทมีสิทธิ์ทบทวนผลและให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้

.

#หุ้น #ลงทุน #tpinvestor #หุ้นไทย #หุ้นไทยวันนี้ #ข่าวหุ้นวันนี้ #ข่าวหุ้น

2025/11/14 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนเห็นคำว่า FTSE Russell ESG Scores / FTSE Russell ESG Ratings แล้วสงสัยว่า “ต่างกันยังไง และเกี่ยวอะไรกับหุ้นไทย?” ฉันขอสรุปแบบภาษาคนลงทุนทั่วไปจากที่ไล่อ่านและดูอินโฟกราฟิกไทม์ไลน์มา เผื่อช่วยให้ตัดสินใจติดตามข่าวได้ทันค่ะ 1) FTSE Russell ESG Scores คืออะไร (และ ESG Ratings คืออะไร) - FTSE Russell เป็นผู้ให้บริการดัชนี/ข้อมูลในเครือ LSEG ที่ทำระบบประเมิน ESG ให้กับบริษัททั่วโลก - ตัว “ESG Scores” คือคะแนนเชิงตัวเลข (สเกล 0.0–5.0) ที่สะท้อนการบริหารจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม (E) สังคม (S) และบรรษัทภิบาล (G) - ส่วน “ESG Ratings” หลายแหล่งจะใช้เรียกผลการประเมินแบบภาพรวม/ระดับ (rating) ซึ่งโดยหลักมาจากข้อมูลและกรอบการให้คะแนนเดียวกัน พูดง่ายๆ คือ Scores = คะแนนละเอียด, Ratings = การสรุประดับ/ภาพรวมให้เข้าใจง่ายขึ้น 2) ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับหุ้นไทย ประเด็นที่ฉันมองว่าเป็น “แรงขับ” หลักคือการเทียบเคียงได้ในระดับสากล เพราะนักลงทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นความยั่งยืน) มักต้องการมาตรฐานที่เปรียบเทียบข้ามประเทศได้ เมื่อไทยใช้ FTSE Russell ESG Scores มากขึ้น โอกาสที่หุ้นไทยจะถูกนำไปพิจารณาในจักรวาลการลงทุน (investable universe) ของต่างชาติอาจเพิ่มขึ้น 3) ไทม์ไลน์การเปลี่ยนผ่าน (2568–2571+) จากภาพไทม์ไลน์ที่สรุปไว้ จะเป็นการ “เปลี่ยนผ่านจาก SET ESG Ratings ไปสู่มาตรฐานสากล” โดยเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงปี 2568 และวางแผนเริ่มใช้จริงปี 2569 จากนั้นเป็นช่วงขยายผล/ยกระดับต่อเนื่องไปจน 2571+ ดังนั้นถ้าใครติดตามหุ้นไทยสาย ESG ช่วง 1–2 ปีนี้คือช่วงตั้งต้นที่น่าจับตาค่ะ 4) เขาประเมินจากอะไร จุดที่ฉันคิดว่าน่าสนใจคือการประเมินใช้ “ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ” และครอบคลุมตัวชี้วัดจำนวนมาก (หลายร้อยข้อ) โดยจะปรับน้ำหนักตามความเสี่ยงและลักษณะอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทแต่ละกลุ่มไม่ได้ถูกวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวแบบเป๊ะๆ แต่เน้นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นจริง 5) นักลงทุนใช้ประโยชน์ยังไง (แบบทำได้ทันที) - ใช้เป็นตัวกรองเบื้องต้น: หากต้องเลือกหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน อาจดูคะแนน ESG Scores ประกอบกับงบ/การเติบโต - ดู “แนวโน้ม” มากกว่าคะแนนครั้งเดียว: ถ้าคะแนนดีขึ้นต่อเนื่อง มักสะท้อนการปรับกระบวนการจริง - อย่าดูคะแนนเดี่ยวๆ: ฉันมักเช็กคู่กับประเด็นข่าว/ข้อพิพาท/ธรรมาภิบาล เพราะ ESG เป็นเรื่องคุณภาพการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทน สรุปของฉันคือ FTSE Russell ESG Scores เป็นภาษากลางที่ช่วยให้โลกอ่านหุ้นไทยง่ายขึ้น และช่วงก่อน-หลังปี 2569 จะเป็นจังหวะที่ทั้งบริษัทและนักลงทุนต้องปรับตัวกับมาตรฐานใหม่ให้ทันค่ะ